Charles Bachman

 

ชาร์ล แบชแมน (Charles William Bachman III) 

Turing Award 1973

แบชแมนเกิดวันที่11 ธันวาคม 1924ในแมนฮัตตัน, แคนซัส (Manhattan, Kansas)  พ่อของเขามีชื่อชาร์ลี แบชแมน (Charles Bachman, Jr.) เช่นเดียวกับลูกชาย เป็นโค๊ชทีมฟุตบอลอยู่ที่แคนซัสคอลเลจ

1940s ช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 เขาถูกเกณฑ์เป็นทหารและใน ปี 1944 ได้ร่วมรบในสมรภูมิแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ (South West Pacific Theater)  โดยอยู่ในหน่วยปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยาน โดยขณะนั้นเป็นครั้งแรกที่มีการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อควบคุมปืนขนาด 90 มม. ในการเล็งเป้า

1946 ปลดประจำการณ์ และได้เข้าเรียนต่อที่มิชิแกนคอลเลจ (Michigan Star College) ในคณะวิศวกรรมเครื่องกล ระหว่างที่เรียนเขาเป็นสมาชิกของกลุ่ม Tau Beta Pi

1948 จบปริญญาตรี และ เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย (University of Pennsylvania)  ด้านวิศวกรรมเครื่องกล

1949 แต่งงานกับคอนนี่ (Connie Hadley) นักประวัติศาสตร์ศิลปะ

1950 จบปริญญาโทวิศวกรรมจาก ม.เพนซิลวาเนีย พร้อมกับปริญญาโทบริหารธุรกิจจากวอร์ตั้น (Wharton School of Business) หลังจากนั้นได้เข้าทำงานที่โรงงานของดาวเคมิคอล (Dow Chemical) ในมิชิแกน ซึ่งในปี 1957 เขากลายเป็นผู้จัดการฝ่ายประมวลข้อมูลคนแรกของบริษัท

1959 มาทำงานที่ไอบีเอ็ม (IBM) ในโครงการพัฒนาโปรแกรมในการจัดทำรายงาน (report generator) ซึ่งต่อมาคือโปรแกรม 9PAC

1960 ย้ายมาทำงานกับจีอี (General Electric) ซึ่งที่นี่เข้าได้เริ่มพัฒนาโปรแกรม IDS (Integrated Data Store) ซึ่งเป็นโปรแกรมบริหารฐานข้อมูล (database management system)  ตัวแรกของโลก 

และเมื่อจีอีพัฒนาโปรแกรมให้กับลูกค้าคือบริษัทแวร์เฮาท์ลัมเบอร์ (Weyerhaeuser Lumber) แบชแมนจึงได้ร่วมพัฒนาโปรแกรม WEYCOS ซึ่งเป็นโปรแกรมบริหารฐานข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ (online transaction processing system) 

1970 แบชแมนออกจากจีอีหลังจากที่บริษัทขายแผนกธุรกิจคอมพิวเตอร์ไป เขาได้ย้ายไปอยู่ในอลิโซน่าและต่อมาย้ายไปที่แมซซานชูเซตต์

1973 ได้รับรางวัล Turing Award จากการมีส่วนในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านฐานข้อมูล เขายังเป็นคนแรกของผู้ชนะรางวัลทูริ่งที่ไม่จบปริญญาเอก 

1981 เข้าทำงานกับบริษัทเล็กๆ ชื่อ Cullinane Information Systems ซึ่งพัฒนาโปรแกรม IDS สำหรับคอมพิวเตอร์เมนเฟรมของ IBM

1983 ก่อตั้งบริษัท Bachman Information Systems ซึ่งพัฒนาโปรแกรมช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ (Computer-aided software engineering) 

1996 บริษัท Bachman Information Systems ควบกิจการเข้ากับ Cayenne Software โดยที่แบชแมนรับตำแหน่งประธานบริษัทอยู่หนึ่งปีก่อนที่จะลาออกและเป็นเพียงกรรมการ

2017 13 กรกฏาคม, เสียชีวิตภายในบ้านที่เลซิงตัน (Lexington, Massachusetts) หลังจากล้มป่วยด้วยโรคพาร์คินสันมานาน

Jonas Salk

โจนัส ซอล์ก (Jonas Edward Salk) 

ผู้พัฒนาวัคซีนโปลิโอชนิดแรกสำเร็จ

ซอล์กเกิดวันที่28 ตุลาคม 1914 ในนิวยอร์คซิตี้พ่อชื่อแดเนียล (Daniel Salk) และแม่ชื่อโดร่า (Dora Press)  แดเนียลนั้นเป็นชาวยิวที่อพยพไปจากโปแลนด์ ส่วนโดร่าเป็นชาวรัสเซียอพยพตั้งแต่เธอยังเด็ก แดเนียลทำธุรกิจร้านตัดเสื้อผ้าสำหรับสตรี 

1927 เข้าเรียนที่โรงเรียมัธยมทาวเซนด์ ฮาร์ริส (Townsend Harris High School) โรงเรียนมัธมที่มีชื่อเสียงมากในสหรัฐฯ และเป็นอันดับหนึ่ง่ของนิวยอร์ค

1930 เข้าเรียนที่ซิตี้คอลเลจนิวยอร์ค (City Coleege of New York)  ทางด้านวิทยาศาสตร์เคมี

1934 จบปริญญาตรี และเข้าเรียนที่โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค (New York University School of Medicine) 

1939 หลังจากรเรียนจบเขาสนใจที่จะทำงานวิจัยทางการแพทย์มากกว่า เพราะเห็นว่าช่วยคนได้มากกว่ารายต่อราย เขาจึงเข้าทำงานกับห้องวิจัยของโทมัส ฟรานซิส จูเนียร์ (Thomas Francis, Jr.) เพื่อนที่เรียนที่ ม.นิวยอร์คมาด้วยกัน ซึ่งพวกเขาร่วมกันวิจัยวัคซียไข้หวัดใหญ่ ชนิด B  (Influenza Type-B) ซึ่งพึ่งมีการค้นพบ วัคซีนที่เขาพัฒนาขึ้นถูกนำไปใช้มากในกองทัพสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลก

หลังจากนั้นได้ทำงานเป็นผู้ช่วยแพทย์ที่โรงพยาบาลเมาท์ไซนาย (Mount Sinai Hospital) ในนิวยอร์ค

9 มิถุนายน, แต่งงานกับดอนน่า (Donna Lindsay) พวกเขามีลูกด้วยกันสามคน 

1947 เข้าทำงานที่โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยพิตต์สบูร์ก (University of Pittesburgh School of Medicine) โดยได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการข้องห้องวิจัยเกี่ยวกับไวรัส ระหว่างนี้เองที่เขาได้รับงินทุนสนับสนุนในการวิจัยวัคชีนโปลิโอจากกองทุนแห่งชาติเพื่อโรคพิการในทารก (National Foundation for Infantile Paralysis , ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น March of Dimes)

1954 วัคซีนโปลิโอถูกทดลองนำไปใช้กับเด็กในสหรัฐฯ ที่มีอายุ 6-9 ปีกว่าล้านคน

1955 12 เมษายน, วัคซีนโปลิโอ (Inactivated poliovirus vaccine, IPV) หรือ Salk Vaccine ถูกประกาศอย่าเป็นทางการว่ามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคโปลิโอได้จริง ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีวัคซีนนี้ โรคโปลิโอเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขอย่างมากในสหรัฐฯ​ เพราะมีผู้ป่วยปีละกว่า 45,000 คน  แต่เมื่อวัคซีนถูกนำมาใช้ จำนวนผู้ป่วยรายใหม่หลังปี 1962 เหลือเพียงปีละไม่ถึงหนึ่งพันคน 

ซอล์กไม่ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรวัคซีนโปลิโอตัวนี้เพราะเขาอยากให้วัคซีนถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย

1960 ก่อตั้งสถาบัน Salk Institute for Biological Studies โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation) จำนวน 20 ล้านเหรียญ

1968 หย่ากับดอนน่า

1970 แต่งงานกับมาเรีย (Marie Françoise Gilot) มาเรียนั้นเป็นจิตรกรฝรั่งเศส, และเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง  เคยเป็นชู้รักของปิกัสโซ่ (Pablo Picasso) 

1972 เขียนหนังสือ Man Unfolding

1987 ก่อตั้งบริษัท IRC (Immune Response Corporation) มีเป้าหมายเพื่อวิจัยและพัฒนาวัคซีนเพื่อรักษาการติดเชื้อ HIV  ซึ่งในเวลาต่อมามีการผลิตวัคซีน HIV-1 Immunogen (Remune®) ออกมา แม้ว่ายังไม่สามารถใช้รักษาผู้ป่วยให้หายได้  และบริษัท IRC ภายหลังถูกเทคโอเวอร์โดย Pfizer

1995 23 มิถุนายน, เสียชีวิต ในแคลิฟอร์เนีย 

ผลงานเขียน

  • Man Unfolding, 1972
  • The Surviral of the Wisest, 1973
  • World Population and Humna Values: A New Reality, 1981
  • Anatomy of Reality, 1983

Roger Penrose

โรเจอร์ เพนโรส (Roger Penrose)

  Consciousness Theory of Orchestrated Objective Reduction (Orch-OR)

โรเจอร์เกิดวันที่8 สิงหาคม 1931ในเอซเซกซ์, อังกฤษ (Colchester, Essex, England)  พ่อของเขาเป็นจิตแพทย์และนักคณิตศาสตร์ชื่อลีโอเนล (Lionel Penrose) และแม่ชื่อมาร์กาเร็ต (Margaret Leathes) เป็นหมอ ยายของโรเจอร์ชื่อโซเนีย (Sonia Marie Natanson) เป็นนักเปียโนชาวรัสเซียที่อพยพมาอยู่ในอังกฤษช่วงปี 1880s

โรเจอร์มีพี่น้องอีกสองคนชื่อโอลิเวอร์พูล (Oliver Penrose) ซึ่งเป็นนักคณิตศาสตร์และฟิสิกส์และโจนาธาน (Jonathan Penrose)  เป็นนักหมากรุกที่มีชื่อเียงและเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา

1939 ครอบครัวของเขาย้ายไปอยู่ในสหรัฐฯ​และต่อมาย้ายไปแคนนาดา

1945 หลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ครอบครัวย้ายกลับมาอยู๋ในอังกฤษ และโรเจอร์เข้าเรียนที่ยูนิเวอร์ซิตี้ คอลเลจ (University College)

เข้าเรียนต่อที่เซนต์จอห์นคอลเลจ (St. John College, Cambridge) ทางด้านคณิตศาสตร์

1955 ระหว่างที่ยังเป็นนักศึกษา เขาพัฒนาสมการคณิตศาสตร์ pseudoinverse (Moore-Penrose inverse) 

1957 จบจากแคมบริดจ์ จากนั้นทำงานสอนคณิตศาสตร์อยู่ที่เบดฟอร์ดคอลเลจ (Bedford College) 

1959 แต่งงานกับโจน (Joan Isabel Wedge) 

ได้รับทุนจากนาโต้ (NATO) ให้ไปดูงานที่ม.พริ้นตั้น (Princeton)  และที่ ม.ซีราครูส (Syracuse University) 

1961 ทำงานเป็นนักวิจัยที่รอยัลคอลเลจ (Royal College) ลอนดอน

1963 เป็นศาสตราจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยเทคซัส (University of Texas, Austin) 

1964 เป็นอาจารย์ที่เบิร์กเบคคอลเลจ (Birkbeck College) ในลอนดอน เขาสอนอยู่ที่นี่สองปีก่อนจะได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์

1967 เสนอทฤษฏี Twistor theory 

1971 โรเจอร์ได้รับเครดีตว่าเป็นผู้คิดค้น Spin Network แม้ว่าไดอะแกรมลักษณะนี้จะมีมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม

1973 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ (Rosolowski Professor) ด้านคณิตศาสตร์ที่อ๊อกฟอร์ด (Oxford University)

1974 Penrose tiling (Apreriodic set of prototiles )

1988 ได้รับรางวัล Wolf Prize ร่วมกับสตีเฟ่น ฮอว์กิ้น (Stephen Hawking) จากทฤษฏี Penrose-Hawking singularity theorems

ได้รางวัล The Dirac Medal

1989 เขียนหนังสือ The Emperor’s New Mind ซึ่งพูดถึง Strong AI (การที่ปัญญาประดิษฐ์จะสามารถทำงานได้เทียบเท่ามนุษย์) และ Quantum Consciousness (ทฤษฏีว่าจิตสำนึกเป็นปรากฏการณ์ทางควอนตัม กลศาสตร์แบบคลาสสิคจึงไม่สามารถอธิบายเกี่ยวกับจิตสำนึกได้) 

1990s ร่วมกับฮาเมรอฟฟ์ (Stuart Hameroff) เสนอทฤษฏี Orchestrated objective reduction

1998 รับตำแหน่งศาสตราจารย์ตรีโกณมิติที่เกรสแฮมคอลเลจ (Gresham College) 

2004 เขียน The Road to Reality

2013 เดินทางมารัสเซีย และบรรยายในหัวข้อ “Why New Physics is needed to Understand the Conscious Mind”

A. A. Milne

อลัน อเล็กซานเดอร์  มิลน์ (Alan Alexander Milne)

มิลน์เกิดวันที่18 มกราคม 1882  ในคิลเบิร์น, ลอนดอน (Kilburn, London) พ่อของเขาชื่อจอห์น (John Vine Milne) เป็นชาวอังกฤษแต่ว่าเกิดในจาไมก้า (Jamaica) แม่ชื่อซาราห์ (Sarah Marie Heginbotham) 

มิลน์เริ่มเรียนในโรงเรียนประถมซึ่งพ่อของเขาเป็นเจ้าของ

เข้าเรียนที่เวสต์มินสเตอร์ (Westminster School) 

เข้าเรียนที่ไตรนิตี้คอลเลจ, แคมบริดจ์ (Trinity College, Cambridge) ทางด้านคณิตศาสตร์ระหว่างที่เรียนอยู่ที่แคมบริดจ์มิลน์ได้ร่วมเขียนบทความพิมพ์ลงในแม็กกาซีน The Granta 

1903 จบปริญญาตรีจากแคมบริดจ์ หลังจากนั้นได้ทำงานเป็นนักเขียนอิสระ

1906 ได้ทำงานกับแม็กกาซีน Punch แม็กกาซีนแนวขบขัน ซึ่งระหว่างที่ทำงานอยู่ที่นี่เขามีผลงานเขียนนิยายหลายเรื่องตีพิมพ์ลงในแม็กกาซีน ทั้งเรื่องสั้นสำหรับเยาวชนอย่าง Make-Believe (1918), A Gallery of Children (1925) และนิยายลึกลับ The Red House Mystery (1922)

1913 แต่งงานกับโดโรธี (Dorothy de Sélincourt, “Daphne”)  ซึ่งพวกเขามีลูกชายด้วยกันชื่อคริสโตเฟอร์ (Christopher Robin Milne) 

1915 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้เข้าเป็นทหารในหน่วยทหารราบวอร์วิคไชร์ (Royal Warwickshire Regiment) ของกองทัพอังกฤษ

1916 7 กรกฏาคม, ได้รับบาดเจ็บระหว่างการรบที่ซอมเม่ (Battle of the Somme) และถูกนำตัวกลับอังกฤษ หลังจากหายดีแล้วเขาถูกย้ายไปทำงานกับหน่อย MI7 หน่วยข่าวกรองทหารของอังกฤษ โดยเขามีหน้าที่เขียนบทความเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ

1920 ออกจากกองทัพ หลังจากนั้นได้ทำงานเป็นนักเขียนบทละครอิสระ มีบทละครคอมเมดี้ที่ประสบความสำเร็จ อาทิ Mr. Pim Passes By (1921) และ Michael and Mary  (1930) 

1926 Winnie-the-Pooh ถูกพิมพ์ออกมาครั้งแรก โดยที่ อี. เชปาร์ด (E. H. Shepard) เป็นคนวาดภาพประกอบ 

1941 ช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 เขาเป็นทหารในหน่วยโฮมการ์ด (Home Guard)

1942 มิลน์เขียนหนังสือชีวประวัติของตัวเองในชื่อ It’s Too Late Now

1952 ออกจากกองทัพหลังจากป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบและต้องรับการผ่าตัด

1965 31 มกราคม, เสียชีวิตในซัสเซกซ์ (Hartfield, Sussex. England) 

Milton Friedman

มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman)

Economic Nobel 1976

 

มิลตันเกิดวันที่31 กรกฏาคม 1912ในบรู๊คลิน, นิวยอร์ค  พ่อของเขาชื่อเจโน (Jeno Saul Friedman) และแม่ชื่อซาราห์ (Sarah Ethel Landau)  มิลตันเป็นลูกคนสุดท้องในพี่น้องสี่คน พ่อและแม่ของเขาเกิดในคาร์ปาโท-รูเทเนีย (Carpatho-Ruthenia, Austria-Hungary) ซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของออสเตรีย-ฮังการี แต่ว่าปัจจุบันอยู่ในยูเครน พวกเขาอพยพมาอยู่สหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นและพบกันในนิวยอร์ค 

เมื่อเขาอายุหนึ่งขวบครอบครัวก็ย้ายมาอยู่ในราห์เวย์, นิวเจอร์ซีย์ (Rahway, New Jersey) ซึ่งห่างจากนิวยอร์คซิตี้ราว 20 ไมล์แม่ของเขาเปิดร้านขายอาหารแห้งส่วนพ่อทำงานรับจ้างอิสระซึ่งฐานะการเงินของบ้านไม่ค่อยจะดีแต่ว่าเป็นครอบครัวที่อบอุ่น

1928 เขาเรียนจบมัธยมจากโรงเรียนมัธยมราห์เวย์ (Rahway High School) และสอบทุนเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรูตเจอร์ (Rutgers University) ได้ 

พ่อของเขาเสียชีวิตไม่นานก่อนที่มิลตันจะอายุ 16 ปีเต็ม

1932 จบปริญญาตรีทางด้านคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ระหว่างที่เรียนที่ ม.รูตเจอร์นี้่ เขาได้รู้จักกับอาร์เธอร์ เบิร์น (Arthur F. Burns) ซึ่งกำลังทำปริญญาเอกอยู่ และมิลตันเครดิตเขาว่าช่วยทำให้เขาสนใจและเข้าใจการทำวิจัยทางเศรษฐศาสตร์มากขึ้น และยังได้รู้จักกับโฮเมอร์ โจห์น (Homer Jones) ที่แนะนำเกี่ยวกับทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์และกระตุ้นให้เขาเรียนในระดับสูงต่อไป มิลตันจึงได้ศึกษาเศรษฐศาสตร์ต่อโดยได้รับทนจากมหาวิทยาลัยชิคาโก้ (Chicago University) 

1933 จบปริญญาโทจาก ม.ชิคาโก้ และได้รับทุนวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) 

1934 กลับมา ม.ชิคาโก้ และเป็นผู้ข่วยนักวิจัยให้กับเฮนรี่ ชูลต์ซ (Henry Schultz) 

1935 เข้าทำงานกับคณะกรรมาธิการทรัพยากรแห่งชาติ (National Resources Committee) 

1937 มาทำงานที่สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติ (National Bureau of Economic Research) โดยทำงานเป็นผู้ช่วยของไซม่อน คูซเน็ตส์ (Simon Kuznets) 

1938 แต่งงานกับโรส (Rose Director) ซึ่งเขารู้จักกับเธอระหว่างเรียนที่ ม.ชิคาโก้

1940 มิลตันและไซม่อน ร่วมกันเขียน Incomes from Independent Professional Practice ซึ่งมิลตันใช้เป็นวิทยานิพนธ์ในตอนจบปริญญาเอกจาก ม.โคลัมเบีย ด้วย

1941 ทำงานกับกระทรวงการคลัง (U.S. Treasury Department) 

1943 มาทำงานที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยงานวิเคราะห์คณิตศาสตร์สถิติเกี่ยวกับการออกแบบอาวุธสงคราม

1945 มาทำงานที่มหาวิทยาลัยมินเนโซต้า (University of Minnesota) 

1946 ได้งานสอนหนังสือในวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทาลัยชิคาโก้ ขณะเดียวกันก็ถูกเรียกตัวให้ไปทำวิจัยด้านการเงินให้กับ สนง.เศรษฐกิจแห่งชาติ ไปด้วย 

1950 ช่วงฤดูร้อน ได้เดินทางไปฝรั่งเศสเพื่อเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ในเรื่องแผนมาร์แชลล์ (Marshall Plan) ในการช่วยเหลือฟื้นฟูเศรษฐกิจของยุโรป แต่ว่างานหลักของมิลตันเกี่ยวกับแผนชูแมน (Schuman Plan) ซึ่งเป็นแนวคิดแรกๆ ในการรวมเศรษฐกิจยุโรปเข้าด้วยกัน

1953 ได้เป็นศาสตราจารย์พิเศษที่แคมบริดจ์ (Cambridge University) 

1962 เขียน Capitalism and Freedom

1964 เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจให้กับวุฒิสมาชิกโกลด์วอเตอร์ (Goldwater) 

1968 เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจให้กับริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) 

1976 ได้รับรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์

1977 เกษียณจากงานสอนหนังสือที่ ม.ชิคาโก้ หลังจากนั้นได้ตอบรับคำเชิญจากเกล็นน์ แคมป์เบลล์ (Glenn Campbell) ให้ไปทำงานวิจัยที่สถาบันฮูเวอร์ (Hoover Institution, Stanford University) 

1980 เขียน Free to Choose

เป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการให้กับเรแกน (Ronald Reagan) ช่วงที่เขาลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีและเมื่อเรแกนชนะเลือกตั้งเขาก็เป็นหนึ่งในทีมที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ

1982 เขียน Monetary Trends in the United States and the United Kingdom

1988 ได้รับรางวัล Presidential Medal of Freedom จาก ปธน.เรแกน

1996 ก่อตั้งมูลนิธิ The Milton & Rose D. Friedman Foundation 

1998 เขียน Two Lucky People

2006 16 พฤศจิกายน, เสียชีวิตในซานฟรานซิสโก

Elizabeth Friedman

อลิซาเบธ ฟรีดแมน (Elizabeth Smith-Friedman) 

นักถอดรหัสหญิงคนแรกของสหรัฐฯ 

อลิซาเบธเกิดวันที่26 สิงหาคม 1892ในฮันติงตัน, รัฐอินเดียน่า, สหรัฐฯ (Huntington, Indiana) พ่อของเขาชื่อจอห์น (John Marion Smith)  เป็นนักการธนาคารและนักการเมือง ส่วนแม่ชื่อโซฟา (Sopha Strock) 

1911 เข้าเรียที่มหาวิทยาลัยวูสเตอร์ (University of Wooster) ในโอไฮโอ

1913 ออกจากมหาวิทยาลัยกลางคันเพราะต้องมาดูแลแม่ที่ล้มป่วย หลังจากนั้นเธอจีงย้ายมาเรียนที่วิทยาลัยฮิลส์เดล (Hillsdale College) ในรัฐมิชิแกน ซึ่งเธอลงเรียนทางด้านวรรณกรรม ระหว่างเรียนเธอได้เป็นสมาชิกของกลุ่มภราดร Pi Beta Phi 

1915 สำเร็จการศึกษา

1916 เข้าทำงานที่ห้องวิจัยลิเวอร์แบงค์ (Riverbank Lab) ในอิลลินอย ซึ่งเป็นของพันโทจอร์จ เฟเบียน (Colonel George Fabyan) มหาเศรษฐีธุรกิจส่ิงทอ  ลิเวอร์แบงค์เป็นห้องวิจัยแรกๆ ของสหรัฐฯ ที่ทำงานค้นคว้าเกี่ยวกับการเข้า-ถอดรหัส   ซึ่งที่นี่พันโทเฟเบียนได้มอบหมายให้อลิซาเบธทำงานร่วมกับอลิซาเบธ แกลล์อัพ (Elizabeth Wells Gallup) ในการพิสูจน์ความเชื่อของเฟเบียนที่ว่าเซอร์ฟรานซิส เบคอน (Sir Francis Bacon) เป็นคนเขียนบทละครหลายชิ้นของเชคสเปียร์ (William Shakespeare) 

1917 พฤษภาคม, แต่งงานกับวิลเลี่ยม (William F. Friedman) เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่ทำงานที่ลิเวอร์แบงค์ พวกเขามีลูกด้วยกันสองคนคือบาร์บาร่า (Barbara Friedman, b.1923) และจอห์น (John Ramsay Friedman, b.1926) 

1921 อลิซาเบธและสามีออกจากลิเวอร์แบงค์และมาทำงานกับกระทรวงสงคราม (War Department) ในวอชิงตัน ดี. ซี. 

1923 ถูกว่าจ้างโดยกองทัพเรือให้ทำหน้าที่วิเคราะห์รหัส ซึ่งช่วงปี 1920-33 เป็นช่วงที่ถูกเรียกว่ายุคต้องห้าม (Prohibition) เพราะสหรัฐฯ ห้ามการเข้า, ส่งออก, ผลิต สินค้าหลายอย่าง โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, น้ำหอม, อัญมณี ทำให้เกิดตลาดมืดคึกคัก มีผู้ลักลอบนำเข้าสินค้าเข้ามาทางทะเลเป็นจำนวนมาก และผู้ค้าของเถื่อนก็ใช้การเข้ารหัสวิทยุในการสื่อสารกัน กองทัพเรือที่รับผิดชอบทางทะเล จึงต้องคอยแกะข้อความที่ผู้ค้าของเถื่อนใช้ 

1940s ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หน่วยของเธอถูกย้ายไปทำงานให้กับกองทัพเรือ เพื่อช่วยถอดรหัสเครื่องอีนิกม่า 

หลังสงครามโลกเธอทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านระบบรักษาความปลอดภัยในการสื่อสารให้กับ IMF

1957 เขียนหนังสือ The Shakespearean Ciphers Examined 

1980 31 ตุลาคม, เสียชีวิตภายในบ้านพักคนชรา ในนิวเจอร์ซีย์ ในวัย 88 ปี 

Nikolai Trubetzkoy

นิโคไล ทรูเบ็ตซกอย (Николай Сергеевич Трубецкой) 

morphonnology

นิโคไลเกิดวันที่  16 เมษายน 1890 ในมอสโคว์ พ่อของเขาคือเจ้าชายเซอร์เกย์ (Sergei Nikolaevich Trubetskoy, 1862-1905) เคยเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยมอสโคว์ (MOscow State University) และเป็นศาสตราจารย์ด้นปรัชญา

เขาเรียนหนังสือระดับมัธยมที่มอสโคว์จิมเนเซียมหมายเลข 5 (No.5 Moscow gymnasium) ตอนอายุ 15 เขามีผลงานเขียนเล่มแรกเกี่ยวกับตำนานพื้นเมืองฟินโน่-อูริค (Finno-Ugric)

1908 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมอสโคว์ ในสาขาปรัชญาและประวัติศาสตร์ แต่ว่าภายหลังได้เปลี่ยนมาเรียนด้านภาษาศาสตร์ โดยได้มีโอกาสเรียนกับออกัส เลสเคียน (August Leskein) นักวิจัยที่บุกเบิกเกี่ยวกับการออกเสียง  ระหว่างที่เรียนที่นี่เขายังเป็นเพื่อนกับบอริส ปาสเตอร์แน็ก (Boris Pasternak) 

1913 จบปริญญาเอก และทำงานสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย 

1917 เมื่อเกิดการปฏิวัติ เขาได้ย้ายไปทำงานที่มหาวิทยาลับรอสตอฟ (University of Rostov-on-Don) 

1920 ย้ายมาทำงานเป็นอาจารย์สอนภาษารัสเซียที่มหาวิทยาลัยโซเฟีย (University of Sofia) ในบัลแกเรีย 

เขียนบทความEurope and Mankind (Европа и Человечество) ซึ่งเขาเองมองว่ารัสเซียพัฒนาวัฒนธรรมของตัวเองขึ้นมาโดยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของยุโรป

1923 ย้ายมาอยู่ในเวียนนา, ออสเตรีย และได้งานสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเวียนนา (University of Vienna) โดยเขาทำงานด้านภาษาและวรรณกรรมของสลาฟ

ระหว่างนี้เขายังได้เข้าเป็นสมาชิกของ Prague School กลุ่มนักภาษาศาสตร์ตามคำเชิญชวนจาคอฟสัน (Roman Jakobson) 

1929 เขาเสนอคอนเซปต์ของ morpholnology 

ช่วงปี 30s เขาเขียนบทความเกี่ยวกับการเมืองหลายชิ้นที่โจมตีรัฐบาลโซเวียตและนาซีเยอรมันอย่าง “On the Idea Governing the Ideocratic State”, “On Racism” , “The Decline on Creativity”

1938 25 มิถุนายน, เสียชีวิตจากอาการหัวใจวายภายในโรงพยาบาล ไม่นานหลังจากที่เขาถูกเกสตาโป (Gestapo) นำตัวไปสอบสวน

Principles of Phonology (Grundzüge der Phonologie) ถูกตีพิมพ์ออกมาหลังจากเขาเสียชีวิตและกลายเป็นผลงานชิ้นเอกของเขาที่ได้รับการยกย่องว่ามีความสำคัญต่อการศึกษาด้านภาษาศาสตร์

Eric Kandel

อีริค แคนเดล (Eric Richard Kandel) 

Nobel  Physiology or Medicine 2000

อีริคเกิดวันที่7 พฤศจิกายน 1929ในเวียนนา, ออสเตรียพ่อของเขาชื่อเฮอร์มันน์ (Hermann Kandel) เป็นชาวออสเตรีย-ฮังการีและชาร์ลีอต (Charlotte Zimels) เกิดในยูเครน, จักรวรรดิรัสเซีย

เฮอร์มันน์ย้ายมาอยู่ในเวียนนาช่วงสงครามโลกครั้งแรก และเขาได้เปิดร้านขายของเล่นในเวียนนาไม่นานก่อนที่อีริคจะเกิด

1939 ตอนอีริคอายุ 9 ขวบ ครอบครัวของเขาต้องออกจากออสเตรียเพราะว่าเยอรมันบุกออสเตรียในปี 1938 และมีนโยบายกวาดล้างผู้มีเชื้อสายยิว เขาและพี่ชายจึงถูกส่งตัวอพยพผ่านเบลเยี่ยม โดยขึ้นเรือ Gerolstein เดินทางมายังบรู็คลิน, อเมริกา โดยมาถึงในวันที่ 11 พฤษภาคม เพื่อที่จะไปอาศัยอยู่กับลุง ก่อนที่พ่อแม่ของเขาจะเดินทางมาสมทบภายหลัง

ในบรู๊คลินอีริคถูกส่งเข้าเรียนที่โรงเรียนประถมเยชิวาแพล๊ตบุช (Yeshiva of Flatbush) ซึ่งเป็นโรงเรียนยิว

1944 เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยอีรัสมุส ฮอลล์ (Erasmus Hall High School) ระหว่างที่เรียนเขาทำเล่นกีฬาฟุตบอลและทำหนังสือพิมพ์โรงเรียน The Dutchman 

เข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ด (Harvard University) ทางด้านประวัติศาสตร์และวรรณกรรมแต่ว่าระหว่างที่เรียนเขาเกิดความสนใจเกี่ยวกับจิตวิทยาโดยเฉพาะผลงานของฟรอยด์ (Sigmund Freud) และสกินเนอร์ (B.F. Skinner) ซึ่งพัฒนามาเป็นความสนใจเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ระบบประสาทและความทรงจำ

อีริคเขียนวิทยานิพนธ์จบเรื่อง “The Attitude Toward National Socialism of Three German Writers: Carl Zuckmayer, Hans Carossa, and Ernst Jünger” 

1952 เข้าเรียนแพทย์ที่โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค (New York University Medical School)

1955 จบแพทย์

1956 แต่งงานกับเดนิส (Denise Bystryn)

1957 เข้าทำงานที่ห้องปฏิบัติการทางระบบประสาทของสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติ (US National Institutes of Health) 

1962 เดินทางไปปารีส เพื่อศึกษางานวิจัยของลาดิสลาฟ ท็วค (Ladislav Tauc) เกี่ยวกับหอยทะเลขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งที่ชื่อ Aplysia californica  ซึ่งเขาได้ศึกษาปฏิกิริยา Aplysia gill and Sippho withdrawal reflex หรือ GSWR (การตอบสนองของไซฟ่อน (อวัยวะคล้ายงวงในหอย) และเหงือกของหอยซึ่งทำงานตอบสนองเองเพื่อป้องกันตัวโดยไม่ต้องอาศัยสมองควบคุม))

1965 มาสอนที่คณะสรีระศาสตร์และจิตเวชของโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค ช่วงเวลานี้ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเออร์วิ่ง คุปเฟอร์แมน (Irving Kupferman) ฮาโรลด์ ปินสเกอร์ (Harold Pinsker) และทอม คาคริว (Tom Carew) ซึ่งพวกเขาศึกษาเกี่ยวกับกลไกในการสร้างความทรงจำระยะสั้น (short-term memory) และกลไกการสร้างความทรงจำระยะยาว (long-term memory) 

1974 ย้ายมาทำงานที่ห้องวิจัยของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) และได้เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการของศูนย์วิจัยบระบบประสาทชีวภาพและพฤติกรรม (Center for Neurobiology and Behavior) 

ช่วงเวลานี้มีงานค้นคว้าหลายอย่างเช่นการทดลองที่สนับสนุน Hebbian theory 

ได้เป็นสมาชิกของ US National Academy of Sciences

1981 เขียนหนังสือ Principles of Neural Science

2000 ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ จากการศึกษาเกี่ยวกับ GSWR

ผลงานเขียน

1981, Principles of Neural Science

2007, In Search of Memory : The Emergence of a New Science of Mind

2018, The Disordered Mind : What Unusual Brains Tell Us About Ourselves

Ludwig Boltzmann

ลุดวิก โบลต์ซมันน์ (Ludwig Eduard Boltzmann) 

โบลต์ซมันน์เกิดวันที่20 กุมภาพันธ์ 1844ในเวียนนา, จักรวรรดิออสเตรีย (Vienna, Austrian Empire)  พ่อของเขาชื่อลุดวิก จอร์แดน (Ludwig Georg Boltzmann) เป็นเจ้าหน้าที่ภาษี ส่วนแม่ชื่อแคเธอริน่า (Maria Katharine Pauernfeind) ปู่ของเขาก๊อตตไฟรด์ (Gottfried Ludwig Boltzmann) เป็นช่างนาฬิกาที่ย้ายจากเบอร์ลินมาอยู่ในเวียนนา

วัยเด็กโบลต์ซมันน์เรียนหนังสืออยู่กับบ้านก่อนที่จะเข้าเรียนระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนในลินซ์ (Linz, Upper Austria) 

1859 พ่อของเขาเสียชีวิต ตอนที่เขาอายุ 15 ปี 

1863 เข้าเรียนฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเวียนนา (University of Vienna) 

1866 จบปริญญาเอก โดยมี ศจ.โจเซฟ สเตฟาน (Josef Stefan) เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา โบลต์ซมันน์ทำวิทยานิพน์เกี่ยวกับพลังงานสถิตย์ของก๊าซ (Kinetic theory of gases)

1867 เริ่มทำงานเป็นอาจารย์เลคเชอร์ และเป็นผู้ช่วยของ ศจ.โจเซฟ สเตฟาน

1869 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยกราซ (University of Graz) ช่วงปีนี้เขายังใช้เวลาหลายเดือนในการทำงานร่วมกับโรเบิร์ต บันเซ่น (Robert Bunsen) และโคนิกสเบอเกอร์ (Königsberger)  ในไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg) 

1871 ใช้เวลาหลายเดือนทำงานใกล้ชิดกับเคริชฮอฟฟ (Gustav Kirchhoff) และเฮลมโฮลต์ซ (Helmholtz) ในเบอร์ลิน

1873 ย้ายมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเวียนนา โดยรับตำแหน่งศาสตราจารย์ทางด้านคณิตศาสตร์

ช่วงปี 70s เขาพิมพ์ผลงานออกมาหลายชิ้นเกี่ยวกับทฤษฏีกลศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกฏข้อสองของเทอร์โมไดนามิคและการประยุกต์ทฤษฏีความน่าจะเป็นเพื่ออธิบายการเคลื่อนที่ของอะตอม

1876 17 กรกฏาคม, แต่งงานกับเฮนเรียตเต้ (Henriette von Aigentler) เธอเป็นอาจารย์สอนคณิตศาสตร์อยู่ในมหาวิทยาลัย พวกเขามีลูกด้วยกันห้าคน

โบลต์ซมันน์ย้ายกลับมาที่ม.กราซโดยได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ที่สถาบันฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยช่วงเวลานี้เขาเริ่มป่วยด้วยโรคซึมเศร้าหรืออาจจะเป็นอาการไบโพลาร์ 

1881 ร่วมกับแม็กเวลล์ (Maxwell) คิดกฏ Maxwell-Boltzmann law

1885 23 มกราคม, แม่ของเขาเสียชีวิต

ได้รับเลือกเป็นสมาชิกของ Imperial Austrian Academy of Sciences

1888 รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยไฟรดริช-วิลเฮล์ม (Friedrich-Wilhelms University) 

1890 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ทฤษฏีที่มหาวิทยาลัยมิวนิค (University of Munich)

1894 รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเวียนนา

1899 มีโอกาสเดินทางไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยคลาร์ก (Clark University) ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเดินทางไปอเมริกาครั้งแรกของเขา 

1900ได้รับตำแหน่งศาสตร์จารย์ที่ลิปซิก (Leipzig)

1902 กลับมาสอนหนังสือที่ ม.เวียนนา โดยระหว่างนี้ได้มีโอกาสบรรยายวิชาปรัชญาซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

1903 ร่วมก่อตั้งสมาคมคณิตศาสตร์ออสเตรีย (Austrian Mathematical Society)

ปีนี้โบลต์ซมันน์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลเป็นครั้งแรกแต่เขาพลาดรางวัลไปซึ่งเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนี้ถึง 5 ครั้งแต่ไม่เคยได้รับรางวัล

1904 เดินทางไปสหรัฐฯ​ ครั้งที่ 2 พร้อมกับลูกชายอาเธอร์ (Arthur Ludwig) เพื่อร่วมการประชุมด้านคณิตศาสตร์ในเซนต์หลุยส์  ครั้ง่นี้เขาจึงได้โอกาสในการเดินทางไปนิวยอร์ค, ฟิลาเดลเฟีย, วอชิงตัน, ชิคาโก ก่อนที่จะกลับเยอรมัน

1905 เดินทางไปสหรัฐฯ โดยครั้งนี้เขาได้เดินทางไปบรรยายที่เบิร์กเลย์ (Berkeley) แคลิฟอร์เนีย 

1906 5 กันยายน, เขาฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอภายในโรงแรมระหว่างเดินทางไปพักผ่อนที่ดูโน่ (Duino) 

ร่างของเขาถูกฝังที่สุสานกลางในเวียนนา (Vienna Central Cemetery) โดยที่ป้ายหลุมศพได้สลักสมการเอ็นโทรปี S=K*log W ของเขา

James Wilkinson

เจมส์ วิลคินสัน (James Hardy Wilkinson) 

Turing Award 1970

เจมส์เกิดวันที่27 กันยายน 1919ในสตรู๊ด, อังกฤษ (Strood, Kent, England) พ่อชื่อว่าเจมส์ (James William Wilkinson) ทำธุรกิจนมและแม่ชื่อแคทรีน (Kathleen Charlotte Hardy) เจมส์เป็นลูกคนที่สามในพี่น้องห้าคน

ตอนอายุ 11 ปีเจมส์สอบได้ทุนเข้าเรียที่โรงเรียนคณิตศาสตร์เซอร์โจเซฟ (Sir Joseph Williamson’s Mathematical School) ในโรเชสเตอร์ (Rochester)

1935 ตอนอายุ 16 ปี สอยเข้าเรียนที่ไตรนิตี้คอลเลจ (Trinity College, Cambridge) ได้ 

1940 ช่วงเริ่มต้นสงคราม เขาเกี่ยวข้องกับงานวิจัยเกี่ยวกับการคำนวณวิถีของขีปนาวุธ, แรงระเบิด

1945 แต่งงงานกับฮีเธอร์ (Heather Nora Ware) พวกเขามีลูกชายและลูกสาวด้วยกันอย่างละคน

1946 ได้มาเป็นผู้ช่วยของทูริ่ง (Alan Turing) ที่ห้องปฏิบัติการณ์ฟิสิก (National Physical Laboratory) ในลอนดอน ในโครงการสร้างเครื่อง ACE (Automatic Computing Engine) 

1948 ทูริ่งออกจากโครงการ ACE และเจมส์ทำหน้าที่ผู้นำโครงการแทน ซึ่งเขาได้พยายามพัฒนาคอมพิวเตอร์ที่ใช้คำนวนทศนิยม และระหว่างนี้ได้เขียนทฤษฏีจำนวน (numerical analysis) ออกมาจำนวนมาก

1963 เขียน Rounding Errors in Algebraic Processes

1965 เขียน The Algebraic Eigenvalue Problem

1969 ได้รับเลือกเป็นสมาชิกของ Royal Society

1970 ร่วมก่อตั้ง NAG (Nottingham Algorithms Group) เพื่อพัฒนาซอฟแวร์ทางด้านคณิตศาสตร์และสถิติ ภายหลังกลายเป็นบริษัท Numerical Algorithms Group

ได้รับรางวัล Turing award และรางวัล J.V. Neumann award

1986 5 ตุลาคม, เสียชีวิตในเทดดิงตัน (Teddington, England) จากอาการหัวใจวายภายในบ้าน