Johannes Stark

โจฮันเนส สตาร์ค (Johannes Stark)

ผู้ค้นพบปรากฏการณ์ Stark Effect , โนเบลฟิสิกส์ 1919

เกิดในเมืองชิเคนฮอฟ (Schickenhof, Bavaria Kingdom) บาวาเรีย เมื่อวันที่ 15 เมษายน 1874 ในชิกเค่นฮอฟ, บาวาเรีย (Schickenhof, Bavaria) 

สตาร์คเริ่มเรียนหนังสือในจิมเนเซียมในเมืองเบย์รูธ (Bayreuth)

1894 เข้าเรียนด้านฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยมิวนิค

1897 จบปริญญาเอก 

1900 ทำงานสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยก๊อตตินเจน (University of Göttingen) โดยที่ไม่ได้รับเงินเดือน 

1905 ค้นพบปรากฏการณ์ดอปเปอร์ในรังสีคาเอโนด (Doppler effect in canal rays)

1904 ก่อตั้งหนังสือ Yearbook of Radioactivity and Electronics ซึ่งพิมพ์ระหว่างปี 1904 ถึงปี 1913

1906 เป็นศาสตราจารย์พิเศษที่สถาบันเทคโนโลยีในเมืองแฮนโนเวอร์

1908 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่สถาบันเทคโนโลยีในเมืองอาเช่น (Aachen)

1913 ค้นพบปรากฏการณ์สตาร์ค (Stark Effect , Splitting of spectral lines in electric fields)

1919 ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบปรากฏการ์ Stark Effect และ Doppler effect in canal rays เขานำเงินรางวัลที่ได้รับมาตั้งห้องทดลองส่วนตัว 

1917 มาทำงานที่มหาวิทยาลัยไกร์ฟวัลด์ (University of Greifswald)

1920 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่สถาบันฟิสิกของมหาวิทยาลัยเวิร์ซเบิร์ก (University of Würzburg)

1930 เข้าเป็นสมาชิกพรรคนาซี (National Socialist German Workers’ Party)

1933 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานของสถาบันฟิสิกส์-เทคนิค (Physikalisch-Technische Reichsanstalt) เขาอยู่ในตำแหน่งจนกระทั้งตัวเขาเกษียณในปี 1939

นอกจากนั้นในเวลาเดียวกันนี้ยังได้เป็นประธานของสมาคมนักวิจัยแห่งเยอรมัน (Deutsche Forschungsgemeinschaft )

ช่วงที่นาซีมีอำนาจในเยอรมัน สตาร์คและภรรยาเป็นผู้ที่สนับสนุนนาซี ตัวเขาเองเข้าร่วมกับกลุ่มนักฟิสิกส์อารยัน (Aryan Physics) ในเยอรมัน ซึ่งต่อต้านนักฟิสิกส์ยิว โดยเฉพาะไอสไตน์ เขาเรียกร้องให้นักวิทยาศาสตร์ทำงานเฉพาะที่มีประโยชน์กับกองทัพ

เขามีความสุขที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคนาซี ในปี 1934 เมื่อนาซีออกกฏหมาย Nuremberg Laws ออกมาห้ามไม่ให้ยิวมีตำแหน่งในมหาวิทยาลัย สตาร์คเองอยากที่จะได้เป็นผู้นำ (Führer) ของกลุ่มนักฟิสิกส์อารยัน 

1947 หลังสงครามโลกครั้งที่  2 เขาถูกศาลต่อต้านนาซี (denazification court) ตัดสินว่ามีความผิดและถูกลงโทษใช้แรงงานในค่ายกักกันเป็นเวลา 4 ปี แต่สตาร์คได้ยื่นอุทรณ์ และสุดท้ายในปี 1949 เขาถูกลงโทษเพียงแค่ปรับเป็นเงินหนึ่งพันดอยซ์มาร์ก 

1957 21 มิถุนายน, เสียชีวิตขณะอายุ 83 ปี ในเมืองเทราน์สไตน์ (Traunstein, Upper Bavaria)

สตาร์คมีผลงานเขียนทางวิชาการว่า 300 เล่ม , ภรรยาของเขาชื่อลูซอี (Luise Uepler) พวกเขามีลูกด้วยกันห้าคน

Dmitri Blokhinstev

ดมิทรี โบลคินเชฟ (Дмитрий Иванович Бложинцев)

  เกิดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 1907 (11 มกราคม 1908 N.S.) ในมอสโคว์

1926 เข้าเรียนคณะฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยมอสโคว์ (Moscow State University) 

1930 สำเร็จการศึกษา และได้เริ่มทำงานสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยมอสโคว์

1935 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยมอสโคว์ และดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาทฤษฏีนิวเคลียร์ฟิสิกส์ และยัง เข้าทำงานที่สถาบันฟิสิกส์ FIAN (Lebedev Physical Institute) พร้อมกันไปด้วย เขาอยู่ที่ FIAN จนถึงปี 1947

1947 เป็นผู้อำนวยการในศูนย์วิจัยในเมืองอ๊อปนินส์ก (Obninsk) ซึ่งขณะนั้นเป็นศูนย์วิจัยที่เป็นความลับ โดยรู้จักกันในชื่อว่า ห้องทดลอง วี (Laboratory V )

1954 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของโซเวียตถูกสร้างขึ้นมาที่อ๊อปนินส์ก มันมีกำลังผลิตเพียง 5 เม็กกะวัตต์ 

1955 ได้รับรางวัล Lenin Prize จากโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

สิงหาคม, เขาได้เดินทางไปบรรยายเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการใช้พลังงานปรมณูเพื่อสันติ (International Conference on the Peaceful Uses of Atomic Energy ) ในเจนีวา ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะมีการก่อตั้งทบวงพลังงานปรมณูสากล (IAEA) ในอีกสองปีต่อมา

หลังจากนั้นเขาได้พัฒนาออกแบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นใหม่ๆ อย่าง fast-neutron reactors

1958 ได้เป็นสมาชิกสังเกตุการณ์ของ USSR Academy of Sciences

1964 ได้เป็นสมาชิกของ  German Academy of Sciences Leopoldina

1966 ได้รับตำแหน่งประธานของ Union of Pure and Applied Physics จนถึงปี 1969

1979 27 มกราคม เสียชีวิตในเมืองดับน่า (Dubna, Moscow region)

รางวัล

  • Lenin Prize (1955)
  • Hero of Socialist Labor (1956)
  • State Prize (1971)

Maria Spiridonova

มาเรีย สปิริโดโนว่า (Мария Александровна Спирадонова)

นักปฏิวัติ 

มาเรีย เกิดเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 1884 ในเมืองตามบอฟ (Tambov) เมืองทางตอนใต้ของมอสโคว์ พ่อของเธอชื่ออเล็กซานเดอร์ (Aleksander Spiridonov) ทำงานเป็นพนักงานธนาคาร 

เธอเริ่มเรียนหนังสือในจิมเนเซียมในเมืองที่เธออาศัย

1902 พ่อของมาเรียเสียชีวิตด้วยวัณโรค ทำให้เธอต้องออกจากการเรียนกลางคัน

1905 24 มีนาคม, เข้าร่วมการเดินขบวนประท้วงของนิสิตนักศึกษาเพื่อประท้วงซาร์นิโคลัส ที่ 2 ทำให้เธอถูกจับ แต่ไม่นานเมื่อได้รับการปล่อยตัวเธอพยายามสมัครเข้าเรียนพยาบาล แต่ว่าถูกปฏิเสธเพราะประวัติเกี่ยวกับการเมือง 

หลังจากนั้นให้เธอหันไปร่วมเคลื่อนไหวกับพรรคปฏิวัติสังคมนิยม หรือ SR (Socialist-Revolutionary Party) ซึ่งเป็นพรรคที่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง การก่อการร้าย การจับอาวุธ และลอบสังหารบุคคลสำคัญ เพื่อบรรลุเป้าหมายของการปฏิวัติ

1906 16 มกราคม, มาเรียสังหารนายตำรวจสืบสวนของเมืองตามบอฟโดยมือลูกโม่ ตำรวนคนนั้นชื่อกาฟริล ลุเชนอฟสกี (Gavril Luzhenovsky) เพราะว่ากันว่าเขาเป็นผู้สั่งให้ตำรวจให้ความรุนแรงเพื่อปราบปรามเกษตรกรที่ประท้วงในปีที่ผ่านมา  มาเรียถูกจับกุมตัวได้แทบจะทันทีหลังการฆาตกรรม

11 มีนาคม, มาเรียถูกตัดสินประหารชีวิตในคดีสังหารลุซเชนนอฟสกี แต่ว่าเธอได้รับการลดหย่อนโทษเป็นการเนรเทศไปไซบีเรียแทนเพราะเห็นว่าเธอมีสุขภาพไม่ดี 

ขณะที่ถูกเนรเทศมาเรียถูกนำตัวขึ้นรถไฟพร้อมกับผู้ก่อการร้ายคนอื่นๆ ที่เป็นสมาชิกของพรรค SRs อีกห้าคน ทำให้คนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า Shesterka (กลุ่มหกคน) มาเรียและพวกถูกจองจำอยู่ในเรือนจำที่เมืองเนอร์ชินส์ก (Nerchinsk) เป็นเวลากว่า 11 ปี

1917 3 มีนาคม, หลังการปฏิวัติกุมภาพันธ์ มาเรียได้รับการปล่อยตัว และหลังการปฏิวัติตุลาคม ได้ตำแหน่งในกรรมาธิการที่ดูแลด้านกิจการแรงงานด้านเกษตรกรรม

1918 7 กรกฏาคม, ถูกจับ หลังจากร่วมวางแผนสังหารทูตเยอรมันประจำรัสเซีย ชื่อ วิลเฮล์ม ไมร์บัช (Wilhelm von Mirbach-Harff) การสังหารทูตเยอรมันเป็นแผนของพรรค SR ที่ต้องการให้เกิดสงครามระหว่างเยอรมันกับรัสเซีย แต่ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ พรรคบอลเชวิคถือโอกาสนี้ใช้เป็นข้ออ้างในการกวาดล้างพรรค SR แทน 

1 ธันวาคม, ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาหนึ่งปี แต่ว่าวันถัดมาก็ได้รับการอภัยโทษ

1919 เธอถูกจับอีกครั้งจากการปราศรัยโจมตีรัฐบาลบอลเชวิคว่าทรยศต่ออุดมการณ์ 

24 กุมภาพันธ์, เธอถูกตัดสินให้ถูกจำคุกในสถานบำบัดอาการทางจิต โดยถูกกล่าวหาว่ามีอาการทางจิต แต่ว่าเธอไม่ได้ถูกส่งตัวไปยังสถานบำบัดตามคำตัดสินแต่ถูกส่งตัวไปขังในเรือนจำในค่ายทหาร

2 เมษายน, สมาชิกของ SRs ได้วางแผนช่วยให้เธอหนีออกมาจากเรือนจำได้ แต่ไม่กี่วันต่อมาทางการสามารถจับตัวเธอได้อีกครั้ง

1921 18 พฤศจิกายน, ได้รับการประกันตัว โดยมีเงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง

1937 ในยุคของสตาลิน มาเรียถูกจับอีกครั้งในข้อหาที่วางแผนยุยงให้เกิดการประท้วงโดยกลุ่มเกษตรกร ครั้งนี้เธอถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 25 ปี โดยถูกขังไว้ในเรือนจำที่เมืองอูฟ่า (Ufa) 

1941 11 กันยายน, ถูกประหารในออร์โยล (Oryol) 

Putin’s address to Parliament (18 March 2014)

President of Russia

March 18, 2014, 15:50

Vladimir Putin addressed State Duma deputies, Federation Council members, heads of Russian regions and civil society representatives in the Kremlin.

(คำแถลงต่อรัฐสภาของประธานาธิบดีวลาดิมีย์ ปูติน, 18 มีนาคม 2557) 

มิตรสหายทั้งหลาย, พวกเราได้มาร่วมกันในวันนี้ในโอกาสอันสำคัญยิ่ง, ประวัติศาสตร์อันมีความหมายต่อพวกเราทุกคน การลงประชามติที่จัดขึ้นในไครเมียเมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา มีกระบวนการซึ่งเป็นไปอย่างประชาธิปไตยและเป็นมาตรฐานสากล

มีผู้ออกมาลงคะแนนประชามติกว่า  82 เปอร์เซ็นต์ และ 96 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนนี้ได้สนับสนุนให้มีการรวมดินแดนเข้ากับรัสเซีย ตัวเลขเหล่านี้ได้พูดแทนในใจทุกอย่างของพวกเขาออกมาได้เป็นอย่างดีแล้ว

เพื่อให้เข้าใจเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจนี้ดีขึ้นเราต้องรู้ประวัติศาสตร์ของไครเมีย ซึ่งสำหรับรัสเซียและไครเมียแล้วมันมีความหมายอย่างยิ่งต่อกันและกัน

ทุกสิ่งทุกอย่างในไครเมียนั้นสะท้อนประวัติศาสตร์และความภาคภูมิที่เรามีร่วมกัน ดินแดนแห่งนี้เป็นสถานที่ตั้งของเคอร์โซเนส (Khersones) สถานที่เจ้าชายวลาดิมีร์ได้เข้าพิธีรับศีล เลือดและวิญญาณของพระองค์ที่รับเอาคริสต์ศาสนานิกายออโธดอกซ์เข้ามานั้นเป็นพื้นฐานทั้งหมดของวัฒนธรรม, อารยธรรรมและคุณค่าความเป็นมนุษย์ และหลอมหลวมประชาชนเข้าด้วยกันเป็นรัสเซีย, ยูเครน และเบลารุส สุสานของทหารรัสเซียซึ่งหาญกล้านำเอาไครเมียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซียในอดีตก็ยังคงตั้งอยู่ในไครเมีย และดินแดนเซวาสโตโพล (Sevastopol) เมืองแห่งตำนานการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ กำแพงเมืองที่ตั้งตะหง่านเป็นจุดกำเนิดของกองทัพเรือรัสเซียในทะเลดำ  ไครเมียคือ บาลักลาว่า (Balaklava) และเคิร์ช (Kerch),  มาลักคอฟ เกอร์กาน (Malakhov Kurgan) และซาปัน ริดจ์ (Sapun Ridge) สถานที่แต่ละแห่งนี้ล้วนสถิตย์อยู่ในหัวใจของพวกเราทุกคน เป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิและเกียติยศของกองทัพรัสเซีย

ไครเมียนั้นมีอัตลักษณ์ของตัวเองที่หล่อหลอมผู้คนในหลายวัฒนธรรมประเพณี ซึ่งคล้ายกับรัสเซียในภาพรวม ดินแดนของพวกเราไม่ได้มีคนเพียงเผ่าพันธ์เดียวตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา รัสเซีย ยูเครน ไครเมียตาตาร์ และพลเมืองเชื้อสายต่างๆ ต่างก็อาศัยอยู่เคียงข้างซึ่งกันและกันในไครเมีย โดยที่ดำรงอัตลักษณ์ของตนเอง ประเพณี ภาษาและความเชื่อเอาไว้ได้

ประชากรบนคาบสมุทรไครเมียทุกวันนี้มีอยู่รวม 2.2 ล้านคน และ 1.5 ล้านคนเป็นคนเชื้อสายรัสเซีย 350,000 คนเป็นยูเครนซึ่งพูดภาษารัสเซียเป็นภาษาหลัก และ 290,000-300,000 คนเป็นไครเมียตาตาร์ ซึ่งผลการประชามติได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสนับสนุนรัสเซีย 

เป็นความจริง ที่ว่าครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาวไครเมียตาตาร์ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม คล้ายกับคนอื่นอีกมากมายในยุคของสหภาพโซเวียต  แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าสามารถยืนยันในที่แห่งนี้ได้ คือ ในบรรดาคนหลายล้านคน หลายชาติพันธ์ที่เคยเจ็บปวดนั้นช่วงเวลาเหล่านั้น มีคนรัสเซียอยู่ร่วมด้วยเช่นกัน

ไครเมียตาตาร์ได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินปิตุภูมิ ข้าพเจ้ามีความเชื่อว่าพวกเราควรจะทำทุกวิถีทางตามครรลองของกฏหมายและการเมืองที่จำเป็นในการตัดสินใจเพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ชาวไครเมียตาตาร์ คืนสิทธิและชื่อเสียงให้กับพวกเขา

พวกเรามีความเคารพอย่างสูงต่อประชาชนในทุกเผ่าพันธ์ที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินไครเมีย มันเป็นบ้าน มันเป็นมาตุภูมิของพวกเขา และพวกเขาควรได้รับสิทธิ ซึ่งข้าพเจ้าทราบว่าประชาชนทุกคนที่นั่นสนับสนุน ให้ไครเมียมีภาษาทางการสามภาษาอย่างเท่าเทียมกัน คือ รัสเซีย ยูเครน และตาตาร์

ท่านทั้งหลาย, 

ในหัวใจและจิตใจของประชาชนนั้น ไครเมียเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้กับรัสเซีย และการตัดสินใจที่เกิดขึ้นมานั้นเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงและความยุติธรรมซึ่งจะส่งผ่านไปจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ตลอดกาล ไม่ว่าจะเกิดภยันตรายใดๆ ขึ้นมา แม้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศของเราอย่างมากมายตลอดศตวรรษที่ 20

ภายหลังจากการปฏิวัติ, บอลเชวิค, ด้วยหลายเหตุผลด้วยกัน – ขอให้พระเป็นเจ้าได้โปรดตัดสินพวกเขา- ได้นำเอาดินแดนขนาดใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ทางตอนใต้ของรัสเซียเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐยูเครน การตัดสินใจครั้งนั้นเกิดขึ้นโดยไม่ได้มีการพิจารณาถึงชาติพันธ์ที่ประกอบขึ้นมาเป็นประชาชนในดินแดนนั้น และทุกวันนี้ดินแดนนี้ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน ซึ่งในปี 1954 มีการตัดสินใจให้ไครเมียกลายเป็นส่วนหนึ่งของยูเครน พร้อมๆ กับเซวาสโตโพล แม้ว่าเมืองนี้จะเป็นเมืองของสหพันธ์ ผู้ที่กระทำการตัดสินใจในครั้งนั้นคือผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์นิกิต้า ครุสเชฟ (Nikita Khrushchev) สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจนี้ ก็คือ ความปรารถนาที่จะดึงคะแนนเสียงสนับสนนุนทางการเมืองในยูเครน หรือเพื่อชดเชยความผิดช่วงที่มีการกดขึ่ชาวยูเครนในช่วง 1930s – ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ที่หาจะคำตอบ

นัยยะสำคัญคือการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว ขัดแย้งต่อบริบทของรัฐธรรมนูญในขณะนั้นด้วย การตัดสินใจเกิดขึ้นอย่างมีเบื้องหลังคลุมเคลือ และเป็นเผด็จการซึ่งไม่มีใครใส่ใจที่จะไปถามประชาชนเหล่านั้นในไครเมียหรือเซวาสโตโพลเลย พวกเขาต้องทนรับกับชะตากรรม ประชาชนเหล่านั้น แน่นอน ว่าพวกเขาสงสัยว่าทำไมไครเมียถึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของยูเครน แม้ว่าในภาพรวมแล้ว เรายืนยันและเข้าใจตรงกันว่า การตัดสินใจครั้งนั้นยังอยู่ภายใต้การจัดสรรดินแดนและเปลี่ยนแปลงอยู่ภายในอาณาเขตของรัฐเดียว ซึ่งในขณะนั้นไม่อาจจะจิตนาการได้เลยว่ายูเครนและรัสเซียจะแยกจากกันเป็นสองประเทศ แต่อย่างไรก็ดีมันได้เกิดขึ้น

โชคร้าย ที่เราคิดว่าสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้แต่กลายมาเป็นความจริง โซเวียตแยกออกเป็นส่วนๆ สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นค่อนข้างรวดเร็วจนมีน้อยคนที่จะสามารถตระหนักถึงความจริงและผลที่ตามมาอย่างแท้จริงของเหตุการณ์นั้น หลายคนทั้งในรัสเซียและยูเครนเอง รวมถึงคนอื่นๆ ในสาธารณรัฐต่างๆ ต่างก็หวังว่าเครือจักรภพรัฐอิสระที่ตั้งขึ้นในเวลานั้นจะกลายมาเป็นรูปแบบของรัฐใหม่ที่มีปึกแผ่น พวกเขาได้รับการบอกว่าจะมีการใช้เงินสกุลเดียวกัน มีเศรษฐกิจร่วมกัน มีกองทหารร่วมกัน แต่อย่างไรก็ดี เหล่านั้นเป็นคำสัญญาที่ว่างเปล่า ไม่มีดินแดนที่ยิ่งใหญ่อยู่อีกแล้ว และเมื่อไครเมียกลายเป็นดินแดนของอีกประเทศหนึ่ง รัสเซียถึงได้ตระหนักว่ามันไม่ใช่การปล้นธรรมดา แต่เหมือนกับถูกทุบตี

ในเวลาเดียวกัน พวกเราได้ยอมรับด้วยการปล่อยคาราวานของรัสเซียแต่เพียงลำพังเพื่อให้การช่วยเหลือส่วนอื่นของสหภาพโซเวียตที่แตกสลาย และเมื่อการล่มสลายกลายเป็นสิ่งถูกกฏหมาย ทุกคนก็ลืมนึกถึงไครเมียและเซวาสโตโพล ฐานทัพหลักของกองทัพเรือในทะเลดำ ประชาชนหลายล้านคนเข้านอนในประเทศหนึ่งและได้ตื่นขึ้นมาพบว่าอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง ภายในเวลาคำคืนเดียวพวกเขาได้กลายเป็นชนกลุ่มน้อยในอดีตสาธารณรัฐของโซเวียต ในขณะที่รัสเซียกลายเป็นชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ถ้าชาติพันธ์ไม่ไ้ด้ถูกแบ่งได้ด้วยเพียงเส้นพรหมแดน

ทุกวันนี้ หลังจากผ่านมาหลายปี ข้าพเจ้ายังได้ยินประชาชนในไครเมียพูดว่าเมื่อย้อนกลับไปในปี 1991 พวกเขาถูกหยิบยืนคล้ายกับเป็นชิ้นมันฝรั่ง ซึ่งมันยากที่จะปฏิเสธ แล้วประเทศรัสเซียหล่ะ ? ประเทศรัสเซียเป็นอย่างไร ?  เราต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ประเทศต้องเดินผ่านช่วงเวาที่ยากลำบากที่สุด ซึ่งเราไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะรักษาผลประโยชน์ทั้งหมดเอาไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ประชาชนไม่สามารถที่จะยอมให้ตัวเองยอมรับกับความไม่เป็นธรรมในประวัติศาสตร์นั้นได้  และหลายปีมานี้ ประชาชนต่างพูดกันในที่สาธารณะเกี่ยวกับประเด็นนี้ พูดว่าไครเมียเป็นดินแดนประวัติศาสตร์ของรัสเซียและเซวาสโตโพลเป็นเมืองของรัสเซีย ใช่ พวกเรายอมรับกันอยู่แล้วด้วยหัวใจและจิตใจ แต่พวกเราต้องดำเนินสิ่งต่างๆ ไปบนพื้นฐานของความเป็นจริงและรักษาความสัมพันธ์ฉันเพื่อนบ้านกับรัฐอิสระยูเครนบนพื้นฐานใหม่ หมายความว่าความสัมพันธ์ของเรากับยูเครน ความเป็นพี่เป็นน้องของเรากับยูเครนนั้นถูกยกให้เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับเรา

วันนี้เราต้องพูดอย่างเปิดอกว่า ข้าพเจ้าอยากจะบอกกับพวกท่านว่าได้เคยมีการเจรจากันในประเด็นนี้ในช่วงปี 2000s ขณะนั้นยูเครนเป็นสมัยของประธานาธิบดีคุชม่าได้ข้อให้ข้าพเจ้าพยายามทำเส้นพรหมแดนระหว่างรัสเซียและยูเครนให้เสร็จ และกระบวนการต่างๆ ก็ดำเนินการไป รัสเซียเกือบจะต้องยอมรับว่าไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของยูเครน แต่ว่ากลับไม่มีการเจรจาในการลบเส้นเขตแดน และแม้วว่าจะเป็นสถานะการณ์ที่ซับซ้อน ข้าพเจ้าก็ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่พยายามเร่งการทำงานในการทำเอกสารเกี่ยวกับเส้นเขตแดน และทุกๆ คนก็เห็นพร้องต้องกันว่าเมื่อมีการกำหนดเส้นพรหมแดนแล้วเราต้องยอมรับว่าไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของยูเครน จึงจะสามารถเสร็จสิ้นกระบวนการได้

พวกเราไม่เพียงเอาใจยูเครนด้วยการต้องเสียไครเมีย แต่ว่ายังมีปัญหาที่ซับซ้อนอื่นๆ อีกเส้นเส้นพรหมแดนในทะเลเอซอฟและที่บริเวณช่องแคบเคิร์ช ซึ่งพวกเราพยายามดำเนินการโดยคำนึงถึงความสัมพันธ์อันดีกับยูเครนและพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่จะทำให้การเจรจาหยุดชะงัก ขณะเดียวกันเราก็คาดหวังว่ายูเครนจะปฏิบัติตนเป็นเพื่อนบ้านที่ดีเ่ช่นกัน เราหวังว่าประชาชนเชื้อสายรัสเซียและผู้พูดภาษารัสเซียที่อยู่ในยูเครน โดยเฉพาะทางตะวันออกเฉียงใต้และที่ไครเมีย จะได้รับอนุญาตให้มีชีวิตอย่างมีสันติภาพ มีประชาธิปไตยและมีอารยะ ซึ่งจะปกป้องคุ้มครองสิทธิของพวกเขาในระดับเดียวกันกับที่เจตนารมณ์ของกฏหมายสากลกำหนดไว้

อย่างไรก็ตาม สถานะการณ์ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป เวลาแล้วเวลาเล่าที่มีความพยายามที่จะลบเลือนชาวรัสเซียออกไปจากความทรงจำ แม้กระทั้งภาษาและบทความที่เกี่ยวข้องก็ถูกบังคับให้มีการยกเลิก เหนืออื่นใด ชาวรัสเซียและคนเผ่าพันธ์อื่นในยูเครนเองได้รับความเจ็บปวดจากสถานการณ์ทางการเมืองและวิกฤตในประเทศนั้นมายาวนานกว่า  20 ปี

ข้าพเจ้าเข้าใจว่าทำไมชาวยูเครนต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง พวกเขาเบื่อนักการเมืองที่ครองอำนาจอยู่ในประเทศระหว่างที่ยูเครนเป็นประเทศเอกราช มีการเปลี่ยนประธานาธิบดี, นายกรัฐมนตรีและรัฐสภาหลายครั้ง แต่ทัศนะคติของประชาชนต่อประเทศและต่อประชาชนด้วยกันเองคงเดิม พวกเขารีดเอาน้ำนมจากประเทศ ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ทรัพย์สินและเงินสด แต่กลับละเลยไม่สนใจต่อประชาชนคนธรรมดา พวกเขาไม่ทราบเลยว่าทำไม่ชาวยูเครนหลายล้านคนสินหวังที่จะหาโอกาสในประเทศและได้เดินทางออกไปแสวงโชคในประเทศอื่นเพียงเพื่อจะทำงานเป็นแรงงานรายวัน ข้าพเจ้าอยากจะย้ำตรงนี้ว่า คนเหล่านั้นไม่ได้เดินทางออกไปยังซิลิคอนวัลเลย์ แต่เพียงออกไปทำงานเป็นแรงงานรับจ้างรายวัน เพียงปีที่แล้วปปีเดียวมีชาวยูเครนกว่า 3 ล้านคนเข้ามาหางานทำในรัสเซีย ซึ่งข้อมูลบางแห่งรายงานข้อมุลว่า ในปี 2013 พวกเขามีรายได้จากการทำงานในรัสเซียกว่า 20 พันล้านเหรียญ ซึ่งประมาณ 12% ของจีดีพีของยูเครน

ข้าพเจ้าอยากจะบอกว่าข้าพเจ้าเข้าใจคนเหล่านั้นที่ออกไปประท้วงด้วยความสันติเพื่อต่อต้านการคอร์รัปชั่น การบริหารประเทศที่ไม่มีประสิทธิภาพและปัญหาความยากจน พวกเขามีสิทธิที่จะประท้วงอย่างสงบ ด้วยวิถีทางของประชาธิปไตรยและแนวทางของการเลือกตั้งเพื่อหาคนเข้าไปแทนที่ผู้มีอำนาจซึ่งไม่เป็นที่พอใจของประชาชน อย่างไรก็ตามมีคนที่อยู่เบื้องหลังในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง คนเหล่านั้นมีเป้าประสงค์ที่ต่างออกไป พวกเขาได้มีการเตรียมรัฐบาลใหม่เอาไว้แล้ว พวกเขาต้องการยึดอำนาจโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด พวกเขาใช้วิธีการก่อการร้าย การเข่นฆ่าและการจราจล พวกชาตินิยมหัวรุนแรง, พวกนีโอนาซี, พวกวิตกจริตที่หวาดกลัวรัสเซีย และพวกต่อต้านยิว เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารนี้ และพวกเขายังคงชักใยอยู่ในยูเครนจนทุกวันนี้

พวกที่เข้ามายึดครองอำนาจได้ออกกฏหมายเพื่อที่จะปรับนโยบายเกี่ยวกับภาษา ซึ่งกฏหมายนี้ได้ละเมิดต่อสิทธิของประชากรกลุ่มน้อย อย่างไรก็ตาม สปอนเซอร์ในต่างประเทศที่สนับสนุนการยึดอำนาจกับบอกว่ามันเป็นแค่ “หลักการณ์” เท่านั้น  มีบางคนยอมรับว่าผู้ชี้นำให้เกิดสถานการณ์อย่างปัจจุบันนี้เป็นผู้ที่ฉลาดและเข้าใจอย่างดีว่าจะจัดการทิศทางอย่างไรให้กับยูเครน ร่างกฏหมายนั้นจึงถูกระงับไว้ชั่วคราว แต่ชัดเจนว่ามันจะถูกนำกลับมาใช้ในอนาคต เป็นการยากที่จะชี้ชัดในปัจจุบันว่าพวกเขาต้องการอะไร พวกเขาอาจจะคิดว่าคนอื่นอาจจะมีความทรงจำสั้น อย่างไรก็ตาม พวกเราได้ตระหนักอย่างชัดเจนว่าความพยายามนี้เป็นอุดมการณ์ที่สืบทอดมาจากบันเดร่า ( Stepan Bandera) ผู้สนับสนุนฮิตเลอร์ในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2

เป็นที่น่าสังเกตุว่ามันไม่มีผู้มีอำนาจที่ถูกต้องตามกฏหมายในยูเครนขณะนี้ ไม่มีใครที่สามารถเป็นตัวแทนเจรจา หน่วยงานหลายแห่งของรัฐบาลถูกยึดครองโดยผู้ไม่หวังดี แต่พวกเขาไม่สามารถยึดอำนาจในประเทศเอาไว้ได้อย่างแท้จริงด้วยการแสดงตัว ข้าพเจ้าอยากจะย้ำตรงนี้ว่า พวกเขาเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นพวกหัวรุนแรง ซึ่งในบางกรณีคุณอาจจำต้องได้รับอนุญาตเป็นพิเศษจากกองกำลังติดอาวุธที่อยู่กับกลุ่มผู้ชุมนมก่อนที่จะสามารถเข้าไปพบกับรัฐมนตรีของรัฐบาลปัจจุบันได้ มันไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นความจริง

ใครก็ตามที่ต่อต้านการปฏิวัติจะถูกตอบโต้ทันทีด้วยความรุนแรง ซึ่งกลุ่มแรกคือชาวไครเมีย, ชาวไครเมียที่พูดภาษารัสเซีย ประชาชนในไครเมียและเซวาสโตโพลจึงได้หันมาหารัสเซียเพื่อขอความช่วยเหลือให้ปกป้องสิทธิและชีวิตของพวกเขา ช่วยป้องกันสถานการณ์ภายหน้าที่จะเกิดขึ้นและที่เกิดขึ้นอยู่ในเคียฟ, โดเน็ตส์ก, คาร์คอฟและเมืองอื่นๆ ในยูเครน

เราจึงไม่สามารถที่จะนิ่งเฉยต่อคำวิวรณ์เหล่านี้โดยไม่ตอบสนองได้ เราไม่สามารถละทิ้งไครเมียและประชาชนในยามวิกฤตได้ มิอย่างนั้นจะเท่ากับเราทรยศต่ออดีตของตัวเอง

ประการณ์แรก เราจำเป็นต้องช่วยทำให้เกิดเงื่อนไขว่าประชาชนในไครเมียจะสามารถแสดงเจตจำนงค์ของพวกเขาได้อย่างสันติเพื่อกำหนดอนาคตของตัวเองได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม เรากลับไม่ได้ยินมิตรสหายของเราในยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือพูดถึงสิ่งเหล่านี้เลย? พวกเขาพูดแต่เพียงว่าเราละเมิดกฏหมายระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม มันก็ยังถึงว่าดีอยู่ที่อย่างน้อยพวกเขายังจำได้ว่ามีบางอย่างที่เรียกว่ากฏหมายระหว่างประเทศอยู่ด้วย ดีกว่าที่พวกเขาจะจำอะไรไม่ได้เลย

ประการณ์ที่สอง สิ่งที่สำคัญที่สุด- พวกเราละเมิดสิ่งใดกัน? 

เป็นความจริงว่า ประธานาธิบดีของสหพันธรัฐรัสเซียได้รับอำนาจจากสภาสูงในการใช้กำลังทหารในดินแดนยูเครน อย่างไรก็ตาม ขอบอกอย่างชัดเจนว่า ยังไม่มีการกระทำใดๆ เช่นนั้นเลยแม้ว่าจะได้รับอนุญาตมาแล้วก็ตาม กองทัพของรัสเซียยังไม่เคยเข้าไปในไครเมีย พวกเขาเพียงแต่ถูกสั่งให้เตรียมพร้อมและอยู่ในกรอบของกฏหมายระหว่างประเทศ , เป็นความจริงว่า พวกเรายังไม่ได้เสริมกำลังเข้าไป อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าอยากให้ทุกๆ คนได้ยินและรับทราบว่า เรามีกำลังทหารอยู่ในไครเมียไม่ได้เกินจำนวนมากกว่าที่ทำข้อตกลงไว้ คือ กำหนดจำนวนทหารสูงสุดไว้ที่ 25,000 คน นั้นเป็นเพราะว่าเราไม่จำเป็นต้องทำการณ์ใดๆ 

ประการณ์ต่อมา หลังจากที่ไครเมียได้ประกาศอิสระภาพและได้มีการกำหนดให้มีการทำประชามติ สภาสูงสุดแห่งไครเมียได้อ้างถึงกฏบัตรขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งบัญญัติสนับสนุนสิทธิของชาติใดๆ ในการที่จะตัดสินอนาคตของตัวเอง และบังเอิญเหลือเกิน ข้าพเจ้าอยากจะเตือนความทรงจำของพวกท่านว่า ครั้งหนึ่งเมื่อยูเครนแยกตัวออกจากสหภาพโซเวียตกระบวนการณ์เกิดขึ้นคล้ายคลึงกัน เกือบจะเหมือนกันแทบทั้งหมด ชาวยูเครนเคยใช้สิทธิของตนเอง , แล้วทำไมชาวไครเมียถึงจะถูกปฏิเสธกันเล่า ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น

เหนืออื่นใด เจ้าหน้าที่ของไครเมียได้อ้างถึงสิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งทราบกันดีในกรณีของโคโซโว กระบวนการตอนนั้นสหายตะวันตกของเราได้ยืนมือเข้าไปยุ่งในลักษณะเดียวกัน  พวกเขาเห็นชอบเพียงฝ่ายเดียวให้โคโซโวแยกตัวออกจากเซอร์เบีย ซึ่งเหมือนกับที่ไครเมียได้ทำอยู่ตอนนี้ ซึ่งตอนนั้นบอกว่าถูกต้องและไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากรัฐบาลกลาง สอดคล้องกับหัวข้อ 2 บทบัญญัติที่ 1 ตามกฏบัตรสหประชาชาติ ซึ่งศาลระหว่างประเทศเคยมีคำตัดสินเอาไว้เมื่อวันที่ 22 กรกฏาคม 2010 ว่า “ ไม่มีอำนาจใดในสภาความมั่นคงของสหประชาติที่จะให้อำนาจของสภาความมั่นคงเข้าไปแทรกแซงการประเทศเอกราช” และ “กฏหมายระหว่างประเทศโดยทั่วไปไม่ได้เป็นอุปสรรคของการประกาศเอกราช” เขากล่าวเอาไว้อย่างนี้อย่างชัดเจน

ข้าพเจ้าไม่ค่อยชอบที่จะอ้างอิงถึงวลีหรือประโยคคำพูด แต่ในกรณีนี้ ข้าพเจ้ามีความจำเป็น นี้คืออีกตัวอย่างของประโยคในเอกสารอย่างเป็นทางการ: ในคำแถลงการณ์ของสหรัฐอเมริกาในวันที่  17 เมษายน 2009 ซึ่งส่งให้กับศาลโลกในกรณีของโคโซโว ที่ข้าพเจ้าขออ้างถึงมันเขียนเอาไว้ประโยคหนึ่งว่า “การประกาศอิสระภาพ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะขัดแย้งกับกฏหมายภายในประเทศนั้น อย่างไรก็ตามมันไม่ได้ขัดแย้งต่อกฏหมายระหว่างประเทศ” จบประโยค พวกเขาเขียนเอาไว้อย่างนี้ และเผยแพร่มันออกไปทั่วโลก เพื่อทำให้ทุกคนยอมรับแล้วตอนนี้พวกเขากลืนน้ำลายเสียเอง เกิดอะไรขึ้น? การประทำของประชาชนไครเมียนั้นสมบูรณ์ครบถ้วนตามสิ่งที่พวกเขาเคยกล่าวเอาไว้ เมื่อนานมาแล้ว ซึ่งด้วยบางเหตุผล, สิ่งที่ชาวโคโซโวเชื้อสายอัลเบเนีย (ซึ่งพวกเราก็มีความเคารพพวกเขาอย่างเต็มที่) เคยได้รับอนุญาตให้กระทำได้ แต่ชาวรัสเซีย, ชาวยูเครนและชาวไครเมียที่อาศัยอยู่ในไครเมียกลับถูกปฏิเสธ อีกครั้งหนึ่งที่มันทำให้สงสัยว่าทำไมกัน 

พวกเราพยายามตั้งใจฟังคำอธิบายของสหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวันตกที่ว่าโคโซโวเป็นกรณีพิเศษ แต่อะไรกันที่ทำให้มันเป็นกรณีพิเศษในสายตาของเพื่อนของเรา ความจริงที่เกิดขึ้นความขัดแย้งในโคโซโวส่งผลให้มีการสูญเสียชีวิตมากมาย  นี้เป็นเหตุผลที่ชอบด้วยกฏหมายหรือไม่? คำตัดสินของศาลโลกไม่ได้เขียนอะไรไว้เกี่ยวกับสิ่งนี้ มันไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน มันยังอัศจรรย์ ไร้ขื่อแปร และเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว คนๆ หนึ่งไม่ควรจะอ้างสิ่งหนึ่งเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของตนเอง เรียกสิ่งหนึ่งว่าขาวสะอาดในวันนี้และสิ่งหนึ่งว่าดำในพรุ่งนี้ ซึ่งตรรกะแบบนี้เอง พวกเราจะตระหนักเลยว่าถ้าเกิดขึ้นกับความขัดแย้งใดๆ มันจะนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของมวลมนุษย์เอง

ข้าพเจ้าของย้ำให้ชัดเจนว่า ถ้ากองกำลังป้องกันตัวเองของไครเมียไม่สามารถรักษาสถานการณ์ความสงบเอาไว้ได้แล้วจะมีคนเสียชีวิตมากมาย โชคดีว่าขณะนี้ยังไม่มีสถานการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ทำไมคุณถึงคิดอย่างนั้นได้ ? คำตอบนั้นสามัญธรรมดานั้นเพราะว่าคุณไม่สามารถที่จะต้องต้านเจตนารมณ์ของประชาชนได้ ซึ่งข้าพเจ้าขอขอบคุณกองทัพยูเครนไว้ ณ.ที่นี้ ซึ่งมีทหารประจำการณ์อยู่ 22,000 คน ข้าพเจ้าขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ยูเครนทุกท่านที่อดทนต่อสถานการณ์ที่อาจนองเลือดและไม่ได้ทำให้เครื่องแบบของพวกเขาเปื้อนไปด้วยเลือด

แม้ว่าจะมีความคิดอื่นๆ เกิดขึ้นในใจเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ แต่พวกเขาจะยังป่าวร้องว่ารัสเซียเข้าไปแทรกแซงสถานการณ์ในไครเมีย ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่ก้าวร้าว และแปลกหูเมื่อได้ฟัง ข้าพเจ้าไม่อาจจะนึกถึงประวัติศาสตร์สักเรื่องเดียวที่เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในแล้วไม่มีการยิงกันสักนัดและไม่มีผู้คนล้มตายสักคนเดียว 

มิตรทุกท่าน

เหมือนกับเป็นชนส่วนน้อย สถานการณ์ในยูเครนสะท้อนให้เห็นว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นต่อโลกใบนี้ทั้งในอดีตและหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลังจากการสิ้นสุดของการแบ่งออกเป็นสองขั่วบนโลกใบนี้ พวกเรากับไม่มีความมั่นคง องค์กรสำคัญระหว่างประเทศกลับไม่มีความเข้มแข็ง ในทางกลับกัน ในหลายกรณีก็กลับอ่อนแอลงอย่างน่าเศร้าใจ มิตรตะวันตกของพวกเรา นำโดยสหรัฐอเมริกากลับทำตัวไม่ต้องการยอมรับกฏหมายระหว่างประเทศให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายตนเอง แต่กลับให้การปกครองด้วยปืน พวกเขาคิดไปว่าตัวเองมีสิทธิพิเศษและได้รับการยกเว้น และพวกเขาสามารถที่จะกำหนดชะตากรรมของโลกใบนี้ โดยที่พวกเขาเท่านั้นที่มีสิทธิ พวกเขาทำทุกอย่างตามที่อยากจะทำ ที่นี่หรือที่อื่นใด พวกเขาใช้กองกำลังโจมตีประเทศเอกราช สร้างกลุ่มพันธมิตรขึ้นมาโดยอาศัยหลักการ “ถ้าคุณไม่เป็นพวกเรา, คุณก็เป็นศัตรูของเรา” ประโยคก้าวร้าวนี้ถูกทำให้เหมือนกับว่าถูกครรลอง พวกเราบังคับให้มีมติที่จำเป็นออกมาจากองค์การระหว่างประเทศ และหากว่ามีปัจจัยอะไรก็ตามที่ทำให้มตินั้นไม่ทำงาน พวกเขาก็จะแค่ไม่แยแสสภาความมั่นคงหรือองค์การสหประชาชาติไปเลยเท่านั้นเอง

สิ่งนี้เกิดขึ้นในยูโกสลาเวีย เราจำเหตุการณ์ในปี 1999  ได้เป็นอย่างดี มันยากที่จะเชื่อ แม้ว่าข้าพเจ้าจะเห็นมันด้วยตาตนเอง ในขณะที่ศตวรรษที่ 20 กำลังสิ้นสุดลง เมืองหลวงแห่งหนึ่งในยุโรป กรุงเบลเกรด ถูกโจมตีด้วยระเบิดมิสไซด์นานหลายสัปดาห์ นั้นแหละคือการแทรกแซงกิจการภายในที่กลายมาเป็นความจริง แล้วคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติฯ มีมติอย่างไรต่อกรณีนี้ พวกเขาอนุญาตให้มีการโจมตีหรือไม่ ? ไม่มีมติอะไรออกมาเลย หลังจากนั้นพวกเขาจึงได้โจมตีอัฟกานิสถาน อิรัก และแน่นอนตรงไปตรงมันมีการละเมิดมติของสหประชาชาติในกรณีของลิเบีย ตอนนั้นแทนที่จะมีกำหนดเขตห้ามบินแต่ว่าพวกเขากลับใช้การทิ้งระเบิดแทน 

มันมีซีรีย์ของการปฏิวัติ “สี” ซึ่งถูกบงการ แน่นอนว่าประชาชนในประเทศเหล่านั้นที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวที่เข้าร่วมขบวนการเป็นผู้ที่เจ็บปวดจากการกดขึ่และยากจน พวกเขาขาดวิจารณญาณ แต่ว่าความรู้สึกของพวกเขาถูกนำไปใช้ประโยชน์โดยคนที่อยู่เบื้องหลัง มีการวางมาตรฐานให้กับประเทศเหล่านั้นใหม่โดยที่ไม่ได้สอดคล้องกับวิถึชีวิต, ประเพณีและวัฒนธรรมของพวกเขา ซึ่งผลที่ตามมา แทนที่จะได้ประชาธิปไตยและเสรีภาพ กลับกลายเป็นความวุ่นวาย การระบาดของการใช้ความรุนแรงและซีรีย์ของความหายนะ อาหรับสปริงค์กลายมาเป็นอาหรับวินเทอร์ 

สถานะการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้นในยูเครน ในปี 2004 มีการวางตัวผู้สมัครเอาไว้สำหรับในการลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี แล้วพวกเขาก็จัดให้มีการลงคะแนนจนมีครั้งที่สามซึ่งไม่มีกฏหมายรองรับ มันเป็นการบิดเบือนรัฐธรรมนูญ และกระทั้งสถานการณ์ปัจจะบันพวกเขาได้จัดตั้งกองกำลังติดอาวุธขึ้นมา

พวกเราเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น พวกเราเข้าใจว่าการกระทำเหล่านั้นเป็นการกระทำเพื่อต่อต้านยูเครน รัสเซียและยูเรเซียไม่ให้รวมตัวกัน และนี้ทำให้รัสเซียต้องยกเลิการเจรจากับมิตรตะวันตก แต่เราก็ยังคงเสนอให้มีความร่วมมือกันในทุกๆ กรณีที่มีความสำคัญ เราต้องการที่จะอยู่ในระดับที่ได้รับความไว้วางใจและความสัมพันธ์ของพวกเราจะต้องเป็นไปอย่างทัดเทียม เปิดเผย และยุติธรรม แต่เรายังมองไม่เห็นความก้าวหน้าเลย

ในทางกลับกัน พวกเขาโกหกเราหลายครั้ง ทำการตัดสินใจลับหลังเรา ปล่อยให้เราต้องรับรู้ความจริงด้วยตัวเอง กรณีนี้เกิดขี้นกับองค์การนาโต้ซึ่งขยายเข้ามาทางตะวันออก เช่นเดียวกับการที่มีการก่อสร้างโครงสร้างทางการทหารติดพรหมแดนของเรา พวกเขาเพียงย้ำกล่อมเราด้วยประโยคเดียวว่า “ที่ทำไปจะไม่มีผลเสียกับคุณ”  , พูดจนดูเหมือนกับมันกล่าวออกมาได้ง่ายดาย

มันเกิดขึ้นพร้อมกับการติดตั้งระบบมิสไซด์ป้องกันขีปนาวุธ แม้ว่าพวกเราจะแสดงความกังวลใจ แต่ว่าโครงการนี้ก็ยังคงอยู่และดำเนินการต่อไป มันเกิดขึ้นพร้อมพร้อมกับมีการเตะถ่วงการเจรจาเรื่องวีซ่า คำมั่นสัญญาเรื่องการแข่งขันอย่างเสรีและอิสระในการเข้าถึงตลาดโลก

ทุกวันนี้ เรากำลังถูกขู่คุกคามด้วยมาตรการคว่ำบาต แต่ว่าพวกเราเคยมีประสบประการณ์มากมายในสภาวะที่มีข้อจำกัด ในครั้งนั้นมีความหมายต่อเรามาก ต่อเศรษฐกิจและต่อประเทศชาติ ยกตัวอย่าง ในช่วงสงความเย็นสหรัฐฯ และพันธมิตรของเขาได้สร้างรายการสินค้าเทคโนโลยีและชิ้นส่วนที่ห้ามขายให้กับสหภาพโซเวียต โดยได้มีการตั้งกรรรมาธิการด้านการควบคุมการส่งออก (Corrdinating Committee for Multilateral Export Controls List) แม้ว่าปัจจุบันจะมีการยกเลิกอย่างเป็นทางการไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงข้อจำกัดหลายอย่างยังคงถูกใช้อยู่

ในระยะสั้น เรามีเหตุผลที่จำเป็นต้องใช้นโยบายซึ่งไม่ค่อยเป็นที่นิยมอย่างนโยบายการต่อต้านภัยคุกคาม ในช่วงศตวรรษที่ 18, 19 และ 20 ตราบจนปัจจุบัน พวกเขายังพยายามที่จะไล่ตอนเราให้จนมุมนั้นเป็นเพราะว่าเรามีนโยบายที่มีจุดยืนเป็นอิสระ และเราพยายามจะรักษามันไว้และเพราะว่าเราเรียกสิ่งที่พวกเขาเป็นและสิ่งที่พวกเขาทำว่าเป็นการเสแสร้ง ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันก็มีข้อจำกัด และเมื่อมันมาถึงยูเครน หุ้นส่วนทางตะวันตกของเราได้เดินข้ามเส้น กำลังล้อเล่นและกระทำอย่างขาดความรับผิดชอบและไม่เป็นมืออาชีพ

เหนืออื่นใด พวกเรารู้อยู่เต็มอกอยู่แล้วว่าที่นั่นมีชาวรัสเซียหลายล้านคนอาศัยอยู่ในยูเครนและไครเมีย แต่พวกเขาจงใจละเลยสัญชาติญาณทางการเมืองและสามัญสำนึกในการที่จะคาดคะเนผลกระทบที่จะตามมาหลังจากการกระทำของพวกเขา รัสเซียจึงได้พบว่าตัวเองมาอยู่ในจุดที่ไม่สามารถจะถอยได้อีก ถ้าพวกคุณยังคงกดน้ำหนักลงไปที่สปริงต่อเนื่องจนกระทั้งถึงขึดสุด มันก็จะดีดกลับอย่างรุนแรง คุณควรจะจำส่ิงนี้ไว้

ทุกวันนี้ มันมีความจำเป็นที่จะต้องยุติความหวาดกลัวนี้ จะต้องปฏิเสธวาทะกรรมยุคสงครามเย็นและยอมรับความจริงที่ว่า รัสเซียเป็นประเทศที่อิสระภาพ และเป็นหุ้นส่วนสำคัญต่อกิจการนานาชาติ เช่นเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ซึ่งแต่ละชาติก็มีผลประโยชน์ของตัวเอง ซึ่งทำเป็นจะต้องได้รับรู้เอาไว้และควรให้ความเคารพ

ในขณะเดียวกัน พวกเราก็ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่มีความเข้าใจการปฏิบัติของพวกเราต่อสถานการณ์ในไครเมีย พวกเราขอขอบคุณสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งผู้นำของเขาได้พิจารณาถึงสถานการณ์ในยูเครนและไครเมียโดยคำนึงถึงบริบทางประวัติศาสตร์และการเมือง และขอบคุณอินเดียต่อการสงวนท่าที

วันนี้ ข้าพเจ้าขอส่งสาสน์ไปยังประชาชนของสหรัฐอเมริกา ประชาชนซึ่ง ตั้งแต่มีการก่อร่างสร้างประเทศของพวกเขาและได้มีการนอมนำเอาประกาศแห่งอิสระภาพ จนกลายมาเป็นความภาคภูมิใจว่าจะต้องรักษาเสรีภาพเอาไว้เหนือสิ่งอื่นใน  และนี้ความปรารถนาของประชาชนชาวไครเมียเป็นไปอย่างเสรี พวกเขาได้เลือกโชคชะตาของพวกเราด้วยตัวเองแล้วมิใช่หรือ ? โปรดเข้าใจพวกเราด้วย

ข้าพเจ้าเชื่อว่าชาวยุโรป โดยเฉพาะชาวเยอรมันจะมีความเข้าใจข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าได้เตือนความทรงจำพวกท่านด้วยว่าเมื่อครั้งมีการเจรจาทางการเมืองเพื่อรวมเยอรมันตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน มันใช้กำลังความเชี่ยวชาญในระดับสูง บางประเทศที่เป็นพันธมิตรของเยอรมันในทุกวันนี้อาจจะไม่ได้สนับสนุนการรวมประเทศในครั้งนั้นด้วยซ้ำไป  แต่ว่าประเทศของเรา อย่างไรก็ตาม ได้ให้การสนับสนุน ความปรารถนาของชาวเยอรมันที่ไม่อาจจะหยุดยั้งได้เพื่อให้ได้มาเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกัน ข้าพเจ้ามั่นใจเหลือเกินว่าพวกท่าจไม่มีวันลืมเลือนสิ่งนั้น และข้าพเจ้าคาดหวังว่าประชาชนของเยอรมันจะสนับสนุนแรงบันดาลใจของชาวรัสเซีย และประวัติศาสตร์ของรัสเซียที่ต้องการฟื้นฟูความเป็นหนึ่งเดียว

ข้าพเจ้าขอส่งสาส์นไปยังประชาชนยูเครน ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่าจะเข้าใจพวกเรา เราไม่ได้มีความปรารถนาใดๆ เลยในการคุกคามพวกท่าน ไม่ต้องการให้ความรู้สึกรักชาติของพวกท่านเจ็บปวด พวกเราเคารพต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน แกต่างกับบางคนที่ยอมสูญเสียความเป็นน้ำหนึ่งเดียวกันของยูเครนเพียงเพื่อความปรารถนาทางการเมือง พวกเขาเป่าร้องสโลแกนถึงความยิ่งใหญ่ของยูเครน แต่ว่าพวกเขาเองกับเป็นคนหนึ่งที่ทำทุกอย่างให้ยูเครนแตกเป็นเสียง ทุกวันนี้ประชาชนได้ออกมาแสดงจุดยืนด้วยสำนึกของตัวเอง ข้าพเจ้าอยากให้ท่านรับฟังข้าพเจ้า, เพื่อนรักของข้าพเจ้า  โปรดอย่าได้หลงเชื่อใครก็ตามที่จะทำให้พวกท่านหลาดกลัวรัสเซีย ใครที่ร้องตระโกนว่าภูมิภาคอื่นๆ จะเอาอย่างไครเมีย พวกเราไม่มีความต้องการใดๆ ให้ยูเครนถูกแบ่งเป็นส่วน พวกเราไม่ต้องการอย่างนั้นเลย และสำหรับไครเมียตั้งแต่อดีตและตลอดไปมันจะเป็นดินแดนของชาวรัสเซีย, ยูเครนและไครเมียตาตาร์

ข้าพเจ้าขอย้ำ ว่ามันเป็นเวลาหลายศตวรรษที่ดินแดนแห่งนั้นเป็นบ้านอาศัยของคนทุกคนที่อยู่ที่นั้น และมันไม่ควรจะเดินไปตามรอยเท้าของบันเดร่าไครเมียเป็นที่ดินแดนที่มีวีรกรรมแห่งประวัติศาสตร์สำหรับพวกเราและมีความสำคัญต่อความมั่นคงในภูมิภาค และเป็นดินแดนยุทธศาสตร์ซึ่งควารได้รับการดูแลให้เข้มแข็งและมั่นคง ซึ่งวันนี้มีเพียงรัสเซีย มิอย่างนั้น , เพื่อนรัก (หมายถึงทั้งชาวยูเครนและรัสเซีย) พวกท่านและวพวกเรา -ชาวรัสเซียและชาวยูเครน-อาจจะสูญเสียไครเมียไปอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมันจะเกิดขึ้นได้หากมองดูมิติทางประวัติศาตร์ที่ผ่านมาได้นานมานี้ โปรดพิจารณาเทอญ

ข้าพเจ้าขอให้รายละเอียดหน่อยเถอะว่าพวกเราได้ฟังคำแถลงการณ์ที่มาจากกรุงเคียฟว่ายูเครนเร็วๆ นี้จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งขององค์การนาโต้  สิ่งนี้มีความหมายต่อไครเมียและเซวาสโตโพลอย่างไรในอนาคต ? มันหมายความว่ากองทัพเรือนาโต้สามารถเข้าไปยังฐานทัพเรือของรัสเซียที่อยู่ที่เมืองแห่งนั้นได้ และมันจะสร้างไม่ใช่ภาพลวงตาแต่เป็นภัยคุกคามอย่างสมบูรณ์แบบต่อรัสเซียทางตอนใต้ทั้งหมด นี่คือส่ิงที่จะเกิดขึ้นจริงหากว่าชาวไครเมียไม่เลือกตัดสินใจทำอะไร และข้าพเจ้าขอขอบคุณพวกเขากับการตัดสินใจนั้น

แต่ข้อให้ข้าพเจ้ากล่ายเสริมว่าว่าพวกเราไม่ได้ต่อต้านที่จะไม่ให้ความร่วมมือกับองค์การนาโต้  แต่ในกรณีนี้ไม่เข้าข่าย สำหรับสิ่งนี้มันเป็นกระบวนการภายในขององค์กรหนึ่ง ซึ่งนาโต้จะยังคงเป็นพันธมิตรทางการทหาร แต่พวกเราต่อต้านมิให้พันธมิตรทางทหารมาตั้งอยู่ในบ้านของเราหรือว่าในสวนหลังบ้านของเราหรือว่าในดินแดนประวัติศาสตร์ของเรา ข้าพเจ้าไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าจะเป็นอย่างไรหากเดินทางไปเซวาสโตโพลแล้วต้องเจอกับทหารเรือของนาโต้ แน่นอนว่าทหารเหล่านั้นส่วนใหญ่จะต้องเป็นชายหนุ่มที่น่าเกรงขาม แต่มันจะดีกว่าหากว่าพวกเราเป็นฝ่ายที่ต้องมาเยี่ยมเยือนเราในฐานะแขก มากกว่าในฐานะอื่น

ข้อให้ข้าพเจ้ากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่ามันเป็นความเจ็บปวดในหัวใจที่ต้องเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในยูเครน เห็นประชาชนเจ็บปวดต่อความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นตลอดมาจนถึงวันนี้และไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังรอคอยพวกเขาอยู่ในวันพรุ้งนี้คือะไร ความหวาดหวั่นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้เพราะว่าเราเป็นไม่ใช่แค่เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน แต่ข้าพเจ้าพูดหลายครั้งแล้ว่า พวกเราเป็นประชาชนหนึ่งเดียวกัน กรุงเคียฟเป็นเหมือนแม่ของเมืองต่างๆ ของรัสเซีย ชาวรัสเซียในอดีตนั้นเป็นส่ิงที่เราสืบทอดมาร่วมกันและเราไม่สามารถจะดำรงอยู่โดยปราศจากกันและกันได้ 

ข้อให้ข้าพเจ้ากล่าวอีกสิ่งหนึ่งคือ ชาวรัสเซียหลายล้านคนและคนซึ่งพูดภาษารัสเซียที่อาศัยอยู่ในยูเครนและตั้งใจจะอาศัยอยู๋ที่นั้นตลอดไป รัสเซียจะปกป้องพวกเขาด้วยการใช้นโยบายทางการเมือง ทางการทูตและมาตรการทางกฏหมาย แต่มันเป็นประโยชน์ของยูเครนเองเหนืออื่นใดที่ควรจะต้องให้การคุ้มครองปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของคนเหล่านั้นอย่างเต็มที่ เพราะมันจะช่วยยืนยันเสถียรภาพและบูรณภาพของยูเครนเอง

พวกเราอยากจะเป็นเพื่อนกับยูเครนและต้องการเห็นยูเครนแข็งแกร่ง มีอธิปไตยและดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง ยูเครนยังคงเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของพวกเราเสมอ พวกเรามีหลายโครงการซึ่งได้ร่วมมือกันและข้าพเจ้าเชื่อว่ามันไม่อาจจะสำเร็จได้เลยหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นปัจจุบัน สิ่งสำคัญที่สุด พวกเราต้องการให้เกิดสันติภาพและความกลมเกลียวของส่วนต่างๆ ในยูเครน พวกเราสนับสนุนความร่วมมือกันกับประเทศต่างๆ ในการทำทุกวิถีทางที่เป็นไปได้เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุน แต่ข้าพเจ้าพูดไปแล้วว่า ประชาชนของยูเครนเองนั้นแหละที่จำเป็นต้องลงมือจัดการบ้านของตัวเองให้เป็นระเบียบเรียบร้อย

ประชาชนที่อาศัยอยู่ในไครเมียและเมืองเซวาสโตโพล ชาวรัสเซียทั้งมวลชื่นชมความมุ่งมั่น ความภาคภูมิและความหาญกล้าของพวกท่าน เพราะพวกท่านเป็นผู้ตัดสินใจอนาคตของไครเมีย พวกเราถึงได้เข้ามาใกล้ชิดกันมากกว่าแต่ก่อน พวกเราสนับสนุนกันและกัน พวกเราแบ่งปันความรู้สึกอันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มันเป็นจุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์ที่ประเทศหนึ่งจะแสดงออกถึงจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่และเข้มแข็งเช่นนี้ ชาวรัสเซียเองแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะและความเข้มแข็งผ่านการแสดงออกในการสนับสนุนเพื่อนร่วมสายเลือดของเรา

  จุดยืนของนโยบายต่างประเทศของรัสเซียต่อเรื่องนี้มีความมั่นคงเพราะความเจตจำนงค์ของประชาชนหลายล้านคนที่สนับสนุน ความเป็นหนึ่งเดียวกันของชาติภายในชาติซึ่งให้การสนับสนุนนโยบายของประเทศและพลังของประชาชน ข้าพเจ้าขอขอบคุณทุกๆ ท่านสำหรับจิตวิญญาณรักชาติเช่นนี้ ทุกๆ คนโดยไม่มีใครยกเว้น บัดนี้ พวกเราจำเป็นต้องก้าวต่อไปและรักษาความเข้มแข็งเหล่านี้ไว้เพื่อช่วยจัดการสิ่งๆ ต่างที่ประเทศของเราต้องเผชิญภายภาคหน้าตลอดทางที่ก้าวไป

น่าสังเกตุว่า พวกเรายังต้องเผชิญกับแรงต่อต้านจากภายนอก แต่ว่าการตัดสินใจครั้งเป็นการตัดสินใจของพวกเราเอง พวกเราพร้อมที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติของเราหรือไม่ หรือว่าพวกเราจะยอมแพ้ตลอดไป นักการเมืองในตะวันตกบางคนพวกเขาข่มขู่คุกคามพวกเราไม่เพียงแต่บอกว่าจะคว่ำบาตรและยังพยายามจะทำให้เกิดความวุ่นวายภายในประเทศของเรา ข้าพเจ้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าพวกเขามีความคิดอย่างไรในใจกันแน่ : ต้องการให้มีการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดของคนกลุ่มน้อยบางส่วน หรือต้องการให้มีผู้ทรยศชาติ หรือว่าหวังว่าจะให้พวกเราประสบปัญญาทางสังคมและเศรษฐกิจพยายามยั่วยุให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน ? พวกเราถือว่าคำพูดในลักษณะดังกล่าวไม่มีความรับผิดชอบและเป็นการแสดงความก้าวร้าว เราจะตอบสนองต่อส่ิงเหล่านี้ และในเวลาเดียวกันเราก็ไม่ได้ต้องการที่จะเผชิญหน้ากับหุ้นส่วนของเรา ไม่ว่าจะมาจากตะวันออกหรือตะวันตก แต่ชัดเจน เราจะทำทำทุกๆ อย่างเพื่อเสริมสร้างความรุ่งเรืองและความสัมพันธ์ฉันเพื่อนบ้านที่ดีที่ควรจะจะมีต่อกันในยุคสมัยใหม่นี้

ท่านทั้งหลาย 

ข้าพเจ้าเข้าใจประชาชนไครเมีย ซึ่งได้ตอบคำถามที่ชัดเจนที่สุดในการทำประชามติ : ไครเมียควรจะอยู่กับยูเครนหรือว่ารัสเซีย ? พวกเราสามารถพูดได้ว่าเจ้าหน้าที่ของทางการไครเมียและเซวาสโตโพลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจชอบด้วยกฏหมาย ขณะที่พวกเขาได้จัดทำคำถามนี้ขึ้น พวกเขาได้วางความแตกต่างของกลุ่มทางการเมืองและผลประโยชน์ส่วนตนแล้วเอาผลประโยชน์พื้นฐานของประชาชนเพียงอย่างเดียวมาเป็นหลักในการทำงานของพวกเขา มันเป็นสภาวะที่ประวัติศาสตร์ ประชาชน การเมืองและเศรษฐกิจในไครเมียเองที่ได้แสดงเจตนาออกมาก อย่างไรก็ตามความต้องการอาจจะมีอยู่ในช่วงแรก ในช่วงเวลาหนึ่งแต่ว่าอุปสรรคเป็นสิ่งที่ที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ซึ่งอาจจะมีสถานะการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้นมาภายภาคหน้า ซึ่งมันอาจจะมีผลกระทบรุนแรงถึงชีวิต  แต่ประชาชนในไครเมียก็ยังตัดสินใจตอบคำถามด้วยความมั่นใจและแนวแน่ ซึ่งมันไม่มีความคลุมเครือใดๆ การประชามติเป็นไปอย่างบริสุทธิและโปร่งใส่และประชาชนของไครเมียได้แสดงความเจตจำนงของพวกเขาอย่างชัดเจนที่สุดที่ต้องการมาเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย

รัสเซียเองก็ต้องตัดสินใจด้วยความยากลำบากเช่นกัน มันมีผลกระทบหลายอย่างทั้งภายในและภายนอกที่ต้องพิจารณา ประชาชนรัสเซียเองคิดอย่างไร ? ซึ่งมันเหมือนกับปัญหาภายในของประเทศหนึ่งๆ ที่ประชาชนมีหลายความคิดเห็น แต่ข้าพเจ้าขอบอกว่าประชาชนส่วนใหญ่ของพวกเราก็แสดงความสนับสนุนอย่างชัดเจนเช่นกันให้มันเกิดขึ้น

การสำรวจความคิดล่าสุดแสดงให้เห็นว่าประชาชน 95 เปอร์เซ็นต์คิดว่ารัสเซียควรจะต้องปกป้องผลประโยชน์ของชาวรัสเซียและชนเชื้อสายอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในไครเมีย -95 เปอร์เซ็นต์ของประชาชน และมากกว่า 83 เปอร์เซ็นต์เห็นว่ารัสเซียควรจะทำสิ่งนี้แม้ว่าจะทำให้ความสัมพันธ์กับบางประเทศมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น และ 86 เปอร์เซ้นต์ของประชาชนเห็นว่าไครเมียเป็นพรหมแดนและส่วนหนึ่งของรัสเซียตลอดมา และตัวเลขหนึ่งที่สำคัญที่สุดและสอดคล้องกับการประชามติที่เกิดขึ้นในไครเมีย คือ 92 เปอร์เซ็นต์ของประชาชนของเราสนับสนุนให้มีการรวมไครเมียเข้ากับรัสเซีย

ดังที่เราเห็นปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่อย่างถล่มทลายในไครเมียและเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนของสหพันธรัฐรัสเซียสนับสนุนให้มีการร่วมสาธารณรัฐไครเมียและเมืองเซวาสโตโพลเข้ากับรัสเซีย

บัดนี้จะเป็นการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญของรัสเซียเอง ซึ่งไม่ว่าจะตัดสินใจเช่นไรควรจะอยู่บนความปรารถนาของประชาชนเท่านั้น เพราะว่าประชาชนคือทุกๆ อย่างของอำนาจ

ท่านสมาชิกแห่งสภาสหพันธ์ ฯ , ท่านสมาชิกของสภาดูม่า, ท่านประชาชนรัสเซีย , ท่านประชาชนไครเมียและเซวาสโตโพล วันนี้, ด้วยเจตนารมณ์แห่งประชาชน ข้าพเจ้าขอเสนอต่อที่ประชุมสหพันธ์ฯ โปรดพิจารณาร่างกฏหมายร่างรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างธรรมนูญใหม่ภายใต้สหพันธ์ฯ รัสเซีย, สาธารณรัฐไครเมียและเมืองเซวาสโตโพล โปรดพิจารณารับรองสนธิสัญญาซึ่งไครเมียและเซวาสโตโพลได้ส่งมาและลงนามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้ามีความมั่นใจว่าท่านจะให้การสนับสนุน

Ivan I Kalita

อิวาน ที่ 1 ดานิโลวิช คาลิตา (Иван I Данилович Калита)

เจ้าชายแห่งมอสโคว์ (Prince of Moscow)

เป็นโอรสองค์ที่สองในเจ้าชายดานิล แห่งมอสโคว์ (Prince Danil  Aleksandrovich of Moscow) กับพระมารดามาเรีย (Maria)

ขณะที่พระองค์มีพระชนษ์อยู่นั้น มอสโคว์อยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักร์โกลเด้น ฮอร์ดน (Golden Horde) อาณาจักรของมองโกลที่ตั้งอยู่บริเวณตอนล่างของแม่น้ำโวลก้า  

1296 เมื่ออีวานมีพระชนษ์ราว 8 ชันษา ทรงได้รับการสถาปนาให้เป็นผู้ปกครองเมืองนอฟโกรอด (Novgorod)

เจ้าชายดานิลสวรรคต และพระอนุชาของอีวาน ที่ 1 เจ้าชายยูริ (Prine Yury) ได้สืบอำนาจการปกครองมอสโคว์มา 

1318 อภิเษกกับเยลีน่า (Elena) ซึ่งทรงให้กำเนิดโอรสและธิดารวม 8 คน

1319 เจ้าชายยูริได้รับสาสน์จากข่านแห่งโกลเด้น ฮอร์ด ซึ่งรับรองให้ยูริเป็นแกรนด์ปริ้นแห่งวลาดิมีร์  (Grand Prince of vladimir) ทำให้อีวานมีได้รับอำนาจบริหารมอสโคว์มาอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งอีวานสามารถทำให้มอสโคว์กลายเป็นเมื่องที่มั่งคั่ง เหนือเมืองอื่นๆ ในรัสเซีย ความสำเร็จในการบริหารของพระองค์ว่ากันว่าเป็นเพราะพระองค์สามารถรักษาสันติภาพได้ยาวนาน เพราะทรงเสด็จไปโกลเด้น ฮอร์ดหลายครั้ง และส่งบรรณาการณ์สม่ำเสมอ ทำให้มอสโคว์ไม่ถูกรบกวนจากพวกตาตาร์ต่างจากเมืองอื่นๆ ของรัสเซีย

1325 เจ้าชายยูริถูกลอบปลงพระชนษ์โดยดมิทรี แห่งทเวอร์ (Dmitry of Tver)  ทำให้อีวานได้รับสืบอำนาจการปกครองอย่างเป็นทางการ แต่ว่าตำแหน่งแกรนด์ปริ้นแห่งวลาดิมีร์ตกไปเป็นของอเล็กซานเดอร์ แห่งทเวอร์ (Aleksandr Mikhailovich of Tver) อนุชายของดมิทรี ทำให้อเล็กซานเดอร์และอีวานกลายเป็นคู่แข่งของกันและกัน นอกจากนั้นอีวานยังมีคู่แข่งสำคัญเป็นเจ้าชายองค์อื่นๆ อีก อย่าง เจ้าชายอเล็กซานเดอร์ แห่ง สุซดาล (Aleksandr of Suzdal)

อีวานเมื่อทรงครองราชย์ในปีแรก ได้ย้ายศูนย์กลางการบริหารศาสนาจากเมืองวลาดิมีร์มายังมอสโคว์

1326 ก่อสร้างมหาวิหารดอร์มิชั่น (Catherdral of the Dormition) 

1327 อเล็กซานเดอร์ แห่งทเวอร์ ได้ก่อการจราจลเพื่อต่อต้านอิทธิพลของมองโกล อีวานซึ่งยังคงภักดีต่อโกลเดน ฮอร์ด จึงได้นำทหารบุกไปยังทเวอร์ และปราบปรามการลุกฮือได้สำเร็จ แต่อเล็กซานเดอร์ แห่งทเวอร์ หนีไปได้ อย่างไรก็ดีอีวานได้รับความไว้วางใจมากขึ้นจากข่านแห่งโกลเดน ฮอร์ด

1331 เยลีน่า สิ้นพระชนษ์

1332 อภิเษกอีกครั้งกับจูเลียน่า (Juliana) ทรงมีธิดาด้วยกันหนึ่งพระองค์

1339 อีวานได้สั่งให้มีการซ่อมแซมกำแพงพระราชวังเครมลินใหม่ด้วยไม้ กำแพงเดิมของเครมลินก็เป็นไม้อยู่แล้วแต่ว่าถูกทำลายในปี 1238 ช่วงที่มองโกลบุกมอสโคว์

1341 31 มีนาคม, สวรรคต  พระศพของพระองค์ถูกฝังที่โบสถ์มิคาอิล (Church of the Archangel Michael)

Rudolf Clausius

รูดอล์ฟ เคลาเซียส (Rudolf Clausius)

เคลาเซียส  เกิดวันที่ 2 มกราคม 1822 ที่คอสซาลิน (Koszalin โปแลนด์) ขณะนั้นเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของปรัสเซีย 

เข้าเรียนหนังสือที่จิมเนเซียมในเมืองสเตตติน (Stettin) 

1844 มาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินและได้เรียนวิชาเลขกับ เฮนริช แม็กนัส (Heinrich Gustav Magnus), ปีเตอร์ ไดริชเลต (Peter Gustav Lejeune Dirichlet)

1847 ได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮอลเล่ (University of Halle) หลังจากนั้นได้ทำงานเป็นอาจารย์สอนคณิตศาสตร์และฟิสิกที่มหาวิทยาลัยวิศกรรมและปืนใหญ่ (Royal Artillery and Engineering School) ในเบอร์ลิน

1850 ผลงานเขียน Über die bewegende Kraft der Wärme (On the Moving Force of Heat and the Laws of Heat which may be Deduced Therefrom) ถูกตีพิมพ์ออกมา หนังสือเล่มนี้อธิบายกฏพื้นฐานของเทอโมไดนามิกส์ 2 ข้อ คือ ข้อที่ 1 พลังงานสามารถถ่ายทอดจากแหล่งหนึ่งไปยังอีกแหล่งหนึ่ง แต่พลังงานในระบบปิด (closed system) จะคงที่เสมอ และข้อที่ 2 เอ็นโทปี (entropy) ในระบบอิสระ (isolated system) จะไม่มีทางลดลง

1855 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่สถาบันเทคโนโลยี ETH ในซูริค สวิสเซอร์แลนด์

1865 พฤษภาคม, ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของสภาบันวิทยาศาสตร์แห่งฝรั่งเศส (French Academy of Sciences)

1867 ย้ายมาอยู่ที่วูร์ซเบิร์ก (Würzburg)

1869 มาอยู่ในบอนน์ (Bonn)

1870 ช่วงเกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสและปรัสเซีย (France-Prussia war) เคลาเซียสได้ตั้งหน่วยพยาบาลขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ จนตัวเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บ

1875 อเดลเฮีย (Adelheid Rimpham) ภรรยาของเขาเสียชีวิตระหว่างการคลอดลูกคนที่ 6

1886 แต่งงานใหม่กับโซเฟีย (Sophie Sack) และมีลูกด้วยกันอีกหนึ่งคน

1888 24 สิงหาคม เสียชีวิตในบอนน์

 

Why didn’t I learn to treat everything like it was the last time. My greatest regret was how much I believed in the future.
ทำไมถึงไม่ใส่ใจกับทุกสิ่งให้เหมือนกับว่าเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะทำมัน ส่ิงที่ผมเสียใจมากที่สุดคือผมเชื่อในอนาคตมากเกินไป

 Jonathan Safran Foer, Extremely Loud and Incredibly Close

It is the mark of an educated mind to entertain a thought without accepting it.
จิตใจที่ได้รับการศึกษาเท่านั้นถึงจะสามารถล้อเล่นกับความคิดโดยที่ไม่ต้องยอมรับมัน

Aristotle

Man is born free, and everywhere he is in chains. One man thinks himself the master of others, but remains more of a slave than they are.
มนุษย์เกิดมาพร้อมอิสรภาพ แต่ทุกหนทุกแห่งที่เขาไปมีแต่โซ่ คนหนึ่งมักคิดว่าเขาอยู่เหนือกว่าคนอื่น แต่มนุษย์เป็นทาสกว่าที่เขาจินตนาการ

Jean-Jacques Rousseau

Talking about our problems is our greatest addiction. Break the habit. Talk about your joys.
การสาธยายถึงปัญหาของตัวเองเป็นกิจวัตรที่มนุษย์เสพติดที่สุด จงทำลายมัน แล้วพูดถึงแต่เรื่องที่มีความสุข

Rita Schiano