Jean-Martin Charcot

ฌอห์น-มาร์ติน ชาร์ค๊อต (Jean-Martion Charcot)
The Founder of Modern Neurology
ชาร์ค๊อต เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 1925 ในกรุงปารีส, ​ฝรั่งเศส ตระกูลของเขาไม่มีปูมหลังทางด้านการแพทย์มาก่อน แต่ชาร์ค๊อตมีความสนใจวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ยังเล็ก และเขามีพรสวรรค์ในการวาดเขียน ซึ่งมีส่วนสำคัญสนับสนุนการค้นคว้าด้านระบบประสาทของเขาในอนาคต
1853 เรียนจบแพทย์จากมหาวิทยาลัยปารีส ( University of Paris, Sorbonne) จากนั้นได้เข้าทำงานกับโรงพยาบาลซาลปีตรีแยร์ (Salpêtrière hospital) ในปารีส ที่ซึ่งงานวิจัยของชาร์ค๊อตเกี่ยวกับการแยกแยะโรคเกาต์ (qout) ออกจากโรคข้อรูมาตอย์ด (chronic rheumatoid arthritis) ทำให้หน้าที่การงานของเขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนได้กลายเป็นหัวหน้าคลีนิคในโรงพยาบาล
1862 เขาแต่งงานกับมาดาม เดอร์วิส  (Madame Durvis, Augustine Victoire Durvis Laurent Charcot) หญิงม่ายที่มีฐานะร่ำรวย พวกเขามีลูกด้วยกันสองคน คือ ฌอห์นนี (Jeanne) และฌอห์น-แบพติสเต้ (Jean Baptiste)  
ฌอห์น-แบพติสเต้ เมื่อโตขึ้นเขากลายเป็นนักสำรวจมหาสมุทรอาร์คติค และได้ค้นพบเกาะๆ หนึ่ง ซึ่งเขาได้ตั้งชื่อว่าเกาะชาร์ค๊อต (Charcot Island) เพื่อเป็นเกียรติแก่บิดาของเขา
1868 ชาร์ค๊อต เริ่มต้นการศึกษาเกี่ยวกับอาการของโรคพาร์คินสัน (Parkinson’s disease) ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบประสาทส่วนกลาง
1870 เกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสและปรัสเซีย (Franco-Prussian war) ระหว่างนี้ชาร์ค๊อตทำงานวิจัยหาวิธีการรักษาโรคไทฟอย์ด (typhoid) และฝีดาษ (small pox)
1872 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านพยาธิกายวิภาค (pathological anatomy) ที่ ม.ปารีส เขาทำงานสอนที่ ม.ปารีสกว่า 30 ปี แต่ยังคงตำแหน่งที่โรงพยาบาลซาลปีตรีแยร์ไปด้วย
1882 ได้ตำแหน่งศาสตราจารย์โรคระบบประสาท ที่ ม.ปารีส  และก่อตั้งคลีนิคด้านระบบประสาทขึ้นภายในโรงพยาบาลซาลปีตรีแยร์ ซึ่งถือเป็นคลีนิคแห่งแรกในศาสตร์สาขานี้ ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของวิทยาศาสตร์ด้านระบบประสาท  คลีนิคแห่งนี้ยังมีส่วนนำร่องในศาสตร์สาขาจิตพยาธิวิทยา (Psychopathology) ลูกศิษย์ของชาร์ลค๊อต ที่มีชื่อเสียง อาทิ ซึกมัน ฟรอยด์  (Sigmund Freud) และอัลเฟรอ ไบเน็ต (Alfred Binet), ปิแอร์ จาเน็ตต์ (Pierre Janet)
1883 ได้เป็นสมาชิกของ Academy of Sciences 
1888 มีผลงานเขียน Lecons du mardi ผลงานซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดของเขา
ชาร์ลค๊อตนิยามโรคต่างๆ หลายโรค เช่น โรคปลอกประสาทอักเสบ (Multiple sclerosis)  , โรค ALS (AMYOTROPHIC LATERAL SCLEROSIS) โรคทางระบบประสาทที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวอ่อนแรง,  ชื่อของเขายังถูกนำไปตั้งเป็นชื่อโรคต่างๆ หรือส่วนต่างๆ ในร่างกายกว่าสามสิบชื่อ อาทิ Charcot-Marie-Tooth disease, Charcot’s syndrome, Charcot’s Triads, Charcot’s zones, Charcot’s foot, Charcot-Leyden crystals.
ช่วงท้ายของชีวิตเขาศึกษาเกี่ยวกับอาการฮีสทีเรีย (hysteria) ซึ่งเขาได้นำเอาวิธีการสะกดจิต (hypnotism) มาใช้ในการศึกษาด้วย แต่ว่าตอนหลังได้เลิกใช้การสะกดจิตไปเพราะเชื่อว่ามันไม่ได้ผลกับการค้นคว้าวิจัยของเขา
1893 16 สิงหาคม, ชาร์ลค๊อตเสียชีวิต จากอาการเกี่ยวกับโรคหัวใจ ในมอร์แวน (Morvan, France)

ชาร์ค๊อตได้รับฉายาว่าเป็นนโปเลียนแห่งระบบประสาท (Napolean of the Neuroses)

Leonard Susskind

ลีโอนาร์ด ซัสไคนด์ (Leonard Susskind)
หนึ่งในผู้คิดทฤษฏีสตริง (String Theory)
ลีโอนาร์ด เกิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 1940 ที่เซาท์บร็องก์,​นิวยอร์คซิตี้ (South Bronx, New York City) ครอบครัวของเขาเป็นยิว มีฐานะยากจน พ่อของเขาเรียนหนังสือแค่เกรดห้า และทำงานเป็นช่างซ่อมท ่อน้ำ ชื่อว่าเบนจามิน (Benjamin Susskind) และแม่ชื่ออีรีน (Irene Susskind)
แต่เมื่อลีโอนาร์ดอายุได้ 14 ปี พ่อของเขาก็เริ่มมีอาการป่วย ทำให้ลีโอนาร์ดต้องเริ่มทำงานเพื่อช่วยจุนเจือครอบครัว
1960 แต่งงาน
1962 จบปริญญาตรีสาขาฟิสิกจากนิวยอร์คซิตี้คอลเลจ (New York City College)
1965 จบปริญญาเอกจากคอร์แนลล์ (Cornell University)
1966 เป็นผู้ช่วยศาสตราจาย์ภาควิชาฟิสิกที่มหาวิทยาลัยเยชิวา (Yeshiva University) ในนิวยอร์คซิตี้
1970 ลีโอนาร์ด , โยชิโร่ นัมบุ (Yoichiro Nambu), โฮลเกอร์ นีลเซ่น (Holger Bech Nielsen) แปรความหมายของ Vezeziano scattering amplitude ที่ค้นพบโดยเกเบรียล เวเนเซียโน่ (Gabriele Veneziano) ชาวอิตาลี ในปี 1968 ซึ่งการค้นพบ Veneziano amplitude บางครั้งถูกถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของทฤษฏีสตริง ซึ่งลีโอนาร์ด, นัมบุ และนีลเซ่น ถูกยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งทฤษฏีสตริงร่วมกัน
1971 มาสอนที่มหาวิทยาลัยเทล อาวีฟ (Tel Aviv University)
1972 กลับมาสอนที่ ม.เยชิวา
1978 พ่อของเขาเสียชีวิต
1979 ได้รับตำแหน่งศาตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ซึ่งเขาทำงานอยู่ที่สแตนฟอร์ดจนกระทั้งปัจจุบันนี้
1981 ที่บ้านของเออร์ฮาร์ด ในซาน ฟรานซิสโก, ลีโอนาร์ดได้ถกเถียงกับฮอว์กิ้ง (Stephen Hawking) เรื่องของหลุ่มดำ (Black Hole)  ฮอว์กิ้ง นั้นมีทฤษฏีของตัวเองว่าวัตถุใดๆ ที่หล่นลงไปในหลุมดำจะสูญหายไปอย่างถาวร แต่ว่าลีโอนาร์ดคิดว่าแนวคิดของฮอว์กิ้งนั้นผิด พวกเขาใช้ทฤษฏีและคณิตศาสตร์มาพิสูจน์ถกเถียงกันจนกระทั้งท้ายที่สุดลีโอนาร์ดสามารถทำให้ฮอว์กิ้งเชื่อได้ว่าทฤษฏีของเขาเองนั้นผิด
1998 ได้รับรางวัล J.J. Sakurai prize จากผลงานเกี่ยวกับ hadronic string models, lattice gauge theories, quantum chromodynamics และ dynamical symmetry breaking
1999 รับตำแหน่งศาตราจารย์กิตติมาศักดิ์ ที่สถาบันเกาหลีเพื่อการศึกษาขึ้นสูง (Korean Institute for Advoanced Studies)
2000 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์เฟลิกซ์ บล๊อช (Felix Bloch Professor) ที่สแตมฟอร์ด
2005 เขียนหนังสือ The Cosmic Landscape ซึ่งเขียนบรรยายเกี่ยวกับทฤษฏีสตรงิ
2007 มาสอนที่สถาบันเพริมิเตอร์ (Perimeter Institute for Theoretical Physics) ในออนตาริโอ้, แคนนาดา
2008 The Black Hole War , เขียนหนังสือเกี่ยวกับหลุมดำและการถกเถียงระหว่างตัวของเขากับสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง

2013 เขียนซีรีย์หนังสือชุด The Theoretical Minimum ที่อธิบายวิชาพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเป็นนักฟิสิก

David Gross

เดวิด กรอสส์ (David Jonathan Gross)
โนเบลฟิสิก 2004 จากการค้นพบ asymptotic freedom
กรอสส์ เกิดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1941 ในวอชิงตัน, ดี.ซี. (Washington, D.C. , U.S.) พ่อของเขาชื่อเบอร์แทรม (Bertram Meyer Gross) เป็นยิวที่อพยพมาทรานสคาร์ปาเทีย (Transcarpathia) เชคโกสโลวาเกีย-ฮังการี และแม่ชื่อโนร่า (Nora Faine) เป็นชาวยูเครนโซเวียต ที่อพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ​ กรอสส์เป็นลูกคนโตในพี่น้องทั้งหมดสี่คน
กรอสส์เติบโตมาในอาร์ลิงตัน (Arlington) ชานเมืองอของวอชิงตัน
1953 เบอร์แทรม พ่อของกรอสส์เป็นหนึ่งในทีมที่ปรึกษาที่ถูกส่งไปยังอิสราเอลในสมัยของ ปธน.ไอเซ่นฮาเวอร์ (Eisenhower) ในโครงการให้ความช่วยเหลือกับอิสราเอล แต่ว่าเมื่อทึมที่ปรึกษากลับไปยังสหรัฐฯ ในปี 1955 เบอร์แทรม ยังคงอยู่ในอิสราเอลโดยทำงานสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยฮิบรู (Hebrew University of Jerusalem) 
1962 จบปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยฮิบรูว ทางด้านคณิตศาสตร์และฟิสิก
1966 จบปริญญาเอกจากเบิร์กเลย์ (University of California, Berkeley) ด้านฟิสิก หลังจากเรียนจบได้รับทุนวิจัยจากฮาร์วาร์ด (Harvard University) 
1969 ได้เป็นผู้ช่วยศาสตร์จารย์อยู่ที่พริ้นตั้น (Princeton University) ซึ่งเขาทำงานอยู่ที่นี่นาน 27 ปี ได้ตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษที่เซิร์น (CERN) 
1973 กรอสส์ร่วมกับลูกศิษย์ของเขาชื่อ แฟรงค์ วิลค์เซก (Frank Wilczek) ค้นพบ Asymptotic Freedom ซึ่งในฟิสิกอนุภาค แรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม (strong interaction) พบว่าพลังงานระหว่างคว๊าก (quarks) จะมากขึ้น เมื่อคว๊ากเข้าใกล้กันมากขึ้น ซึ่งทฤษฏีนี้ยังถูกค้นพบต่างหากโดยอิสระ โดย เดวิด โปลิตเซอร์ (David Politzer)  , asymptotic freedom เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาควอนตัมโครโมไดนามิค (quantum chromodynamics, QCD)
หลังจากการค้นพบ asymptotic freedom แล้วกรอสส์ใช้เวลาหลายปีมาพัฒนาทฤษฏีกัก (qauge theorieis) แต่ว่าเมื่อถึงปี 80s เขาก็เปลี่ยนหันมาสนใจทฤษฏีสตริง (theory of stringency)
1985 กรอสส์ค้นพบ Heterotic string theory (สตริงชนิดหนึ่ง ในทฤษฏีสตริง ที่เป็นสตริงแบบปิดและเป็นสส่วนผสมระหว่างซุปเปอร์สตริง (superstring) และโบโซนิคสตริง (bosonic string)
1987 ได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านฟิสิกที่มหาวิทยาลัยพร้ินตัน (Princeton University)
1996 ออกจากพริ้นตั้นและมาทำงานเป็นผู้อำนวยการของสถาบันคาฟลิ (Kavli Institute of Theoretical Physics) ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, ซานตาบาร์บาร่า (University of California, Santa Barbara)
2001 แต่งงานครั้งที่ 2 กับแจ็คกาลิน ซาวานิ (Jacquelyn Savani) // กรอสส์กับภรรยาคนแรกชุลามิธ (Shulamith Toaff) มีลูกสาวด้วยกันสองคนคืออะเรียล่า (Ariela Gross) และอลิเชว่า (Elisheva Gross)

2004 ได้รับรางวัลโนเบล ร่วมกับแฟรงค์ วิลค์เซก และเดวิด โปลิตเซอร์

//z-na.amazon-adsystem.com/widgets/onejs?MarketPlace=US&adInstanceId=efa3c392-afe8-4c1b-be66-6ab92d62edf9&storeId=hoboctn-20http://www.liverain.com/KillCopy.js

Olaf Blanke


  โอลาฟ บลานเก้   (Olaf Blanke)
จำลอง OBE (Out of Body Experience) ในห้องแล็ป

1989 เข้าเรียนเตรียมแพทย์ที่มหาวิทยาลัยวิลเฮล์ม (Wilhelms University, Munster, Germany)
1990 ทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยที่สถาบันเคมีสรีระศาสตร์ (Institute of Chemical Physiology) ที่ ม.วิลเฮล์ม
1991 ระหว่างปี 1991-1996 เขาเข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยฟรี (Free University) ในกรุงเบอร์ลิน, มหาวิทยาลัยปิแอร์-มารี คูรีย์ (Pierre et Marie Curie University) ในปารีส, และที่มหาวิทยาลัยเจนีวา (University of Geneva) ในสวิสเซอร์แลนด์
1996 จบแพทย์จาก ม.ฟรี หลังจากนั้นได้ทำงานเป็นนักวิจัยอยู่ที่คณะประสาทของมหาวิทยาลัย
1999 จบปริญญาเอกสรีระศาสตร์ระบบประสาท จาก ม.ฟรี
2002 ได้รับทุนวิจัย ไปทำวิจัยเกี่ยวกับการทำแผนที่การทำงานของสมองที่มหาวิทยาลัยเจนีวา ที่ห้องวิจัยผู้ป่วยลมชักของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย (Laboratory of Presurgical Epilipsy Evaluation) ซึ่งระหว่างที่ทำวิจัยอยู่ที่นี้ บลานเก้ พบว่าผู้ป่วยคนหนึ่ง เป็นหญิงที่มีอายุ 43 ปี ซึ่งป่วยด้วยอาการลมชัก ระหว่างที่พวกเขากำลังตรวจสอบสมองของผู้ป่วยด้วยอิเล็กโตรด บริเวณ Angular Gyrus ของสมองซีกขวา ผู้ป่วยบอกเขาว่าเธอมีความรู้สึกเหมือนจมลงไปในเตียงหรือตกจากที่สูง หลังจากนั้นบลานเก้ได้เพิ่มกระแสไฟฟ้าให้สูงขึ้นเป็น 3.5 มิลลิแอมป์ ผู้ป่วยก็บอกเขาว่าเธอมองเห็นตัวเธอเองนอนอยู่บนเตียง แต่ว่าเห็นเฉพาะส่วนล่างของลำตัวลงไป ซึ่งแสดงว่าเธอเกิด OBEs (ความรู้สึกเหมือนว่าวิญญาณออกจากร่างแล้วมองเห็นร่างของตัวเองนอนอยู่) ขึ้นได้ในห้องทดลอง
2003 ได้รับรางวัล Leenaards Price
2004 ได้ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตร์จารย์ ที่สถาบัน Brain Mind Institute, EPFL (Swiss Federal Institute of Technology) ในลัวซานน์ สวิสฯ
ได้รับรางวัล Pfizer prize
2015 แบลนเก้ แสดงการสร้าง “ผี” ในห้องทดลอง โดยให้ผู้ทดสอบบังคับแขนหุ่นยนต์ ซึ่งผู้ถูกทดสอบบังคับแขนของตัวเอง ในขณะที่แขนของหุ่นยนต์อีกอันด้านหลังของเขาจะเคลื่อนไหวตามการบังคับแขนของเขาและแตะกับด้านหลังของเขาเอง ผู้ถูกทดสอบจะมีความรู้สึกว่าเขากำลังบังคับแขนที่อยู่ด้านหลังเหมือนแขนตัวเอง แต่เมื่อแบลนเก้ ทำให้แขนหุ่นยนต์ด้านหลังตอบสนองช้ากว่าที่ถูกบังคับเล็กน้อย ผู้ทดสอบกลับมีความรู้สึกว่าด้านหลังของตัวเองนั้นมี “ผี” อยู่

//z-na.amazon-adsystem.com/widgets/onejs?MarketPlace=US&adInstanceId=efa3c392-afe8-4c1b-be66-6ab92d62edf9&storeId=hoboctn-20http://www.liverain.com/KillCopy.js

Boris Podolsky

บอริส โปโดลสกี้ (Борис Яковлевич Подольский)
Einstein-Podolsky-Rosen paradox
โปโดลสกี้ เกิดวันที่ 29 มิถุนายน 1896 ในตากานร็อค (Taganrog, Russia) รัสเซีย พ่อของเขาชื่อยาคอฟ (Yakov Podolsky) และแม่ชื่ออลิซาเบธ (Elizabeth Parnakh)
โปโดลสกี้จบมัธยม จาก จิมเนเซียม No.2 , เอ.พี. เชคอฟ (gymnasium No.2 , A.P. Chekhov) ในตากานร็อค
1913 ครอบครัวของเขาย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯ 
1918 สำเร็จการศึกษาสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย (University of Southern California)
หลังจากนั้นถูกเกณฑ์เป็นทหารในกองทัพ หลังจากปลดประจำการณ์เขาก็มาทำงานกับคณะกรรมการกิจการไฟฟ้าและแสงสว่างของลอสแองเจเลส (Los Angeles Bureau of Lighting and Power)
1926 จบปริญญาโทด้านคณิตศาสตร์จาก ม.เซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย
1928 จบปริญญาเอกด้านฟิสิกทฤษฏี จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (Caltech)
หลังจากเรียนจบเขาได้รับทุนให้ทำงานวิจัยอยู่ที่เบิร์กเลย์ (University of California, Berkeley)
1929 ย้ายมาทำงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยลิปซิก (Leipzig University)
1930 กลับมาอยู่ที่แคลเทค  ที่นี่เขาได้ร่วมงานกับ โทลแมน (Richard Chace Tolman) และมีโอกาสติดต่อกับไอสไตน์ (Alber Einstein)
Pearl K. Podolsky
1931 มาทำงานที่สถาบันฟิสิกและเทคโนโลยียูเครน,​สหภาพโซเวียต (Ukrainian Institute of Physics and Technology) โดยได้มีโอกาสร่วมทำงานกับดิแร็ก (Paul Dirac), แลนดัว (Lev Landau) , ฟ็อค (Vladimir Fock) ซึ่งที่นี่พวกเขาร่วมกันศึกษาในด้านควอนตัมอิเล็กโตรไดนามิค (quantum electrodynamics)
1933 กลับมายังสหรัฐฯ โดยได้รับทุนของสถาบันเพื่อการศึกษาชั้นสูง (Institute for Advance Study, Princeton) ที่พริ้นตัน
1935 15 พฤษภาคม, นิตยสาร Physical Review ตีพิมพ์ผลงานเขียนของไอสไตน์ ร่วมกับโปโดลสกี้, นาธาน โรเซ่น (Nathan Rosen) ซึ่งใช้ชื่อหัวเรื่องว่า “ Can Quantum Mechanical Description of Physical Reality Be Considered Complete? ” หรือ EPR argument
กลศาสตร์ควอนตัมมีอายุกว่า 10 ปีแล้ว ก่อน EPR โดยมุมมองแบบของบอห์ร (Niels Bohr), การตีความแห่งโคเปนฮาเก้น (Copenhagen interpretation) , หลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์ก (Heisenberg uncertanty) ได้รับการยอมรับ ว่าเราไม่สามารถวัดตำแหน่ง (positon) และโมเมนตัม (momentum) ของควอนตัมได้อย่างแม่นยำพร้อมกัน 
EPR พยายามอธิบาย (ด้วยคณิตศาสตร์และการทดลอง) ว่าหลักความไม่แน่นอนในกลศาสตร์ควอนตัมนั้น แสดงให้เห็นว่าทฤษฏียังไม่สมบูรณ์ และน่าจะมีตัวแปรบางอย่างที่ไม่ถูกค้นพบ
กลางปีโปโดลสกี้ย้ายมาเป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ฟิสิกที่มหาวิทยาลัยซินซินเนติ (University of Cincinnati)
1961 ย้ายมาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยซาเวียร์ (Xavier University) ซึ่งเขาทำงานอยู่ที่นี่จนกระทั้งเสียชีวิต

1966 28 พฤศจิกายน, เสียชีวิต

Richard Feynman

ริชาร์ด ไฟน์แมน (Richard Phillips Feynman)
โนเบลฟิสิก 1965
ไฟน์แมน เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 1918 ในควีน, นิวยอร์คซิตี้ (Queen, New York city)   พ่อของเขาชื่อเมลวิลล์ (Melville Arthur Feynman) เมลวิล์และพ่อแม่ของเขาอพยพเป็นยิวจากเบลารุส, จักรวรรดิรัสเซียไปอยู่ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1895 , ส่วนแม่ของริชาร์ดชื่อลูซิลล์ (Lucille Phillips) พ่อแม่ของลูซิลล์ก็เป็นชาวโปแลนด์ที่อพยพไปอาศัยในสหรัฐฯ  ไฟน์แมนน์มีน้องสาวคนหนึ่งชื่อโจแอน (Joan) ซึ่งอายุห่างจากเขาเก้าปี
ทั้งพ่อและแม่ของริชาร์ดไม่นับถือศาสนาใดๆ 
วัยเด็กของไฟน์แมน เขามีพัฒนาการพูดได้ช้า ตอนที่อายุสามขวบเพิ่งจะพูดได้เพียงคำเดียว
1928 ครอบครัวย้ายมาอยู่ที่ฟาร์ ร็อคอะเวย์ (Far Rockaway,Queen)
ไฟน์แมน์เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมฟาร์ร็อคอเวย์ (Far Rockaway High School) โดยระหว่างที่เรียนเขาแสดงให้เห็นว่ามีพรสวรรค์ด้านคณิตศาสตร์ เขาเคยทดสอบวัดไอคิวได้ 125 ในระหว่างที่เรียนมัธยมปลายและได้รับการเสนอโอกาสให้เขาเรียนที่เมนซ่า (Mensa International) แต่ว่าเขาปฏิเสธ
ตอนอายุ 15 ปี เขาก็เริ่มเรียนวิชาตรีโกณมิติ, แคลคูลัส, พีชคณิตด้วยตัวเอง 
ปีสุดท้ายก่อนที่จะเรียนจบมัธยม เขาสอบแข่งขันคณิตศาสตร์ได้คะแนนสูงสุดจากการทดสอบที่จัดโดยมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค
1935 ไฟน์แมนสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) แต่ว่าถูกทางมหาวิทยาลัยปฏิเสธเพราะว่ามีโควต้าของนักศึกษายิวเต็มแล้ว  ไฟน์แมนจึงได้สมัครเข้าเรียนที่เอ็มไอที (Massachusetts Institute of Technology) แทน โดยตอนแรกเรียนด้านคณิตศาสตร์ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเรียนวิศวกรรมไฟฟ้า  ระหว่งเรียนเขายังได้เป็นสมาชิกของกลุ่มภราดร Phi Beta Delta ด้วย
ตอนที่ยังเรียนอยู่ปริญญาตรี เขามีผลงานเขียนเรื่อง The Scattering of Cosmic Rays by the Stars of a Galaxy ร่วมกับมานูเอล วัลลาร์ต้า (Manuel Vallarta) ลงในหนังสือ Physical Review
1939 จบปริญญาตรี และได้รับทุนพุตนาม (Putnam Fellow) จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยพริ้นตั้น (University of Princeton) ซึ่งเขายังได้เป็นผู้ช่วยวิจัยของจอห์น วีเลอร์ (John Archibald Wheeler) ซึ่งเขาและวีเลอร์ มีผลงงานการพารพัฒนาทฤษฏี Wheeler-Feynman absorber theory
1941 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไฟน์แมนเข้าร่วมทำงานในโครงการแมนฮัตตัน (Manhattan project) โครงการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ  ไฟน์แมน อยู่ในทีมของโรเบิร์ก วิลสัน (Robert R. Wilson) ซึ่งขณะนั้นพยายามจะสร้างเครื่องไอโซตรอน (isotron) ที่ใช้แม่เหล็กไฟฟ้าในการแยกยูเรเนียม-235 (uranium-235) และยูเรเนียม-238 (uranium-238) ออกจากกัน แต่ว่าเครื่องไอโซตรอนนี้ไม่ได้ถูกพัฒนาจนสำเร็จ
1942 จบปริญญาเอกจาก ม.พริ้นตั้น โดยที่เขาเขียนวิทยานิพนธ์จบในหัวเรื่อง “The Principle of Least Action in Quantum Mechanics”
29 มิถุนายน, เขาแต่งงานกับอาร์ไลน์ กรีนบวม (Arline Greenbaum) ซึ่งขณะนั้นอาร์ไลน์มีอาการป่วยอย่างหนักด้วยวัณโรคแล้ว  อาร์ไลน์เป็นเพื่อนที่รู้จักกับไฟน์แมนมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย แต่ว่าตอนนั้นทั้งคู่ไม่ได้สนิทกัน จนกระทั้งไฟน์แมนมาอยู่ที่พริ้นตั้น ไฟน์แมนไม่สามารถแต่งงานกับเธอได้ทันทีระหว่างเรียนอยู่ที่พริ้นตั้นเพราะเป็นเงื่อนไขหนึ่งของทุน เมื่อเรียนจบเขาจึงแต่งงานกันทันที 
หลังพวกเขาเข้าพิธีแต่งงานบนเรื่อเฟอร์รีระหว่างไปเที่ยวที่เกาะสเตเต้น (Staten island) ซึ่งหลังพิธีแต่งงานเสร็จลงทันที ไพน์แมนก็ต้องพาอาร์ไลน์กลับเข้าโรงพยาบาลเดโบราห์ (Deborah Hospital) ซึ่ง และเขามีโอกาสพบเธอได้เพียงช่วงสุดสัปดาห์
1943 เข้าไปทำงานในศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ลอสอลามอส (Los Alamos Laboratory) ในนิว เม็กซิโก (New Mexico) ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยออกแบบระเบิดนิวเคลียร์ ไฟน์แมนน์ได้เป็นผู้ช่วยของฮานส์ บีธ (Hans Bethe) ในแผนกทฤษฏี ซึ่งพวกเขามีผลงานร่วมกันในการสร้างสูตร Bethe-Feynman formula ซึ่งใช้คำนวณแรงระเบิดของระเบิดนิวเคลียร์
1945 16 มิถุนายน, อาร์ไลน์ ภรรยาของเขาเสียชีวิต
16 กรกฏาคม, ไพน์แมนร่วมสังเกตุการณ์ในการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ที่ไตรนิตี้ (Trinity nuclear test)
สิงหาคม, ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านทฤษฏีฟิสิกที่มหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ (Cornell University) ในนิวยอร์ค
1946 เพราะไม่ได้ทำงานในโครงการลับของรัฐบาลอีก เขาจึงถูกเรียนเกณฑ์ทหาร แต่ว่าไฟน์แมนแกล้งมีอาการป่วยทางจิต จนกองทัพจัดเขาอยู่ในประเภท 4-F ที่ได้รับการยกเว้นเพราะปัญหาด้านจิต
1948 30 มีนาคม, (Pocono Conference) ช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ไฟน์แมน มีบทบาทในการพัฒนาควอนตัมอิเล็กโตรไดนามิค (quantum electrodynamics) โดยได้นำเสนอทฤษฏีของเขาในการประชุมโปโคโน่ ที่เกาะเชลเตอร์ (Shelter Island conference) ในที่ประชุมเขานำเสนอ Feynman diagrams ออกมาเป็นครั้งแรก
1951 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านทฤษฏีฟิสิกที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (California Institute of Technology, Caltech)
ระหว่างนี้เข้ามีความสนใจ solid-state physics, superfluidity และร่วมกับเมอร์เลย์ เกลล์-แมนน์ (Murray Gell-Mann) นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลฟิสิก สร้างกฏ Weak interaction (vector-axial-vertor-form)
1952 28 มิถุนายน, แต่งงานกับแมรี่ เบลล์ (Mary Louise Bell) ซึ่งเป็นครูสอนประวัติศาสตร์
1954 ได้รับรางวัล Albert Einstein Award
1958 5  พฤษภาคม, หย่ากับแมรี่ เบลล์ 
1959 29 ธันวาคม, ที่ ม.แคลเทค ไฟน์แมนน์ เลคเชอร์ในหัวเรื่อง There’s Plenty of Room at the Bottom ซึ่งเหมือนเป็นจุดกำเนิดของนาโนเทคโนโลยี
1960 24 กันยายน,แต่งงานกับกวีเนธ โฮวาร์ธ (Gweneth Howarth) และมีลูกด้วยกันสองคน คือ คาร์ล (Carl Richard, b.1961) และมิเชล (Michelle Catherine, b.1968
1961 เขาเริ่มซีรีย์การเลคเชอร์ให้นักศึกษาและเขียนหนังสือออกมาในชื่อที่รู้จักกันว่า The Feynman Lectures on Physics
1962 ได้รับรางวัล Lawrence Award
1965 ได้รับรางัลโนเบล จากการมีส่วนร่วมในการพัฒนาควอนตัมอิเล็กโตรไดนามิกส์
1969 ไฟนน์แมนเสนอโมเดลพาร์ตอน (Parton) เพื่อใช้ศึกษาการชนกันของอนุภาคฮาดรอน (hadron)ที่มีพลังงานสูง (high-energy hadron collisions) ซึ่งปัจจุบันพาร์ตอนโมเดลเป็นส่นหนึ่งของควอนตัมโครโมไดนามิกส์ (quantum chromodynamics)
1972 ได้รับรางวัล Oersted Medal จากสมาคมครูผู้สอนวิชาฟิสิกแห่งสหรัฐฯ  (American Association of Physics Teachers)
ไฟน์แมนยังเป็นผู้บุกเบิก Yang-Mills theories
1978 เริ่มมีอาการป่วยจากโรคมะเร็ง ซึ่งวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง แบบ ลิโปซาร์โคม่า (liposarcoma) เขาเข้ารับการผ่าตัดสองครั้งในปี 1986, 1987 
1981 Can Quantum physics and computation simulated by classical computer?
1985 เขาเขียนชีวประวัติของตัวเอง ชื่อ Surely You’re Joking, Mr. Feynman! ร่วมกับราฟ เรียจตัน (Ralph Leighton) ออกมาใน
1986 เข้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการในการสอบสวนเหตุระเบิดของกระสวยอวกาศชาลเลนเจอร์ (Challenger Disaster, Rogers Commissions) ซึ่งไพน์แมนเสนอหลักฐานว่าน้ำแข็งที่เกาะอยู่ที่แหวนปิดถังเชื้อเพลิงมีส่วนในอุบัติเหตุ ซึ่งรายงานของไพน์แมนค้านกับเสียงส่วนใหญ่ในนาซ่า 

1988 15 กุมภาพันธ์, เสียชีวิตในลอสแองเจิ้ลเลส จากโรคมะเร็ง ที่เขาป่วยมาหลายปี  ซึ่งคำพูดสุดท้ายของเขาคือ “Well, you just have to die once, it’s so boring … ตายได้เพียงครั้งเดียวเอง​, ทำมันมันน่าเบื่ออย่างนี้” 

Harry S. Truman

แฮร์รี่ เอส ทรูแมน (Harry S. Truman)
ประธานาธิบดี คนที่ 33 ของสหรัฐฯ
ทรูแมน เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1884  ในลาม่าร์, มิซซัวรี่ (Lamar, Missouri) พ่อของเขาชื่อว่าจอห์น (John Anderson Trumna) และแม่ชื่อมาร์ธ่า (Martha Ellen Young) น้องชายชื่อว่าจอห์น วิเวียน (John Vivian) และน้องสาวแมรี่ (Mary Jane)
ทรูแมน เป็นลูกคนโตของบ้าน ชื่อ แฮร์รี่ ขอเขาถูกตั้งชื่อตามลุง (พี่ชายของแม่) แฮร์รีสัน แฮร์รี่ ยัง (Harrison Harry Young)  ส่วน อักษร “S” ของชื่อของเขา ตั้งเพื่อรำลึกถึงปู่และตาของเขา ปู่ แอนเดอร์สัน ชิปป์ ทรูแมน (Anderson Shipp Truman) และตาโซโลมอน ยัง (Solomon Young)
จอห์น พ่อของทรูแมนมีอาชีพเป็นเกษตรกรและเป็นนายหน้าซื้อขายปศุสัตว์ 
หลังจากทรูแมนเกิดได้ไม่กี่เดือน ครอบครัวก็ได้ย้ายออกจากลาม่าร์ มาอยู่ในฟาร์มแห่งใหม่ที่ฮาร์ริสันวิลล์ (Harrisonville, Missouri)
1887 ย้ายมาอยู่ที่ฟาร์มของปู่ในแกรนด์วิว (Granview) ที่มีขนาดใหญ่กว่า 600 เอเคอร์
1890 ย้ายมาอยู่ที่อินดิเพนเด้นท์ (Indepencence) ที่เมืองนี้ทรูแมนเริ่มเข้าเรียนในโรงเรียนตอนอายุ 8 ปี เขามีความสนใจวิชาประวัติศาสตร์ และดนตรี
1901 หลังจากจบมัธยมจากโรงเรียนมัธยมอินเดิพเพนเด้นท์ (Independence High School)  เขาสมัครเข้าเรียนที่วิทยาลัยพาณิชย์สปาลดิ้ง (Spalding’s Commercial College)  ในแคนซัส ซิตี้ (Kansad city)แต่ว่าเรียนอยู่ได้เทอมหนึ่งก็ลาออกมาทำงาน โดยทำงานหลายอย่าง ทั้งเป็นเสมียรให้กับบริษัทก่อสร้างรางรถไฟกับบริษัท Topeka & Santa Fe Railway, ทำงานที่ Atchison
1902 ทรูแมนน์ กับจอห์นน้องชายได้งานเป็นเสมียรในธนาคารเนชันแนล (National Bank of Commerce)
1905 เข้าสมัครเข้าเป็นทหารกองหนุนของเนชั่นนอลการ์ด ประจำมิสซัวรี่ (Missouri National Guard) ทรูแมนมีความฝันที่จะเป็นทหารและอยากจะเข้าเรียนที่เวสต์ปอยต์ (United State Military Academy at West Point) แต่ว่าเขาไม่ผ่านการทดสอบสายตา
1906 กลับมาอยู่ที่แกรนด์วิว เพื่อช่วยพ่อดูแลกิจการฟาร์มของครอบครัว
1917 เมื่อสหรัฐฯ เข้าร่วมในสงครามโลก ครั้งที่ 1 ทรูแมนได้ร่วมในการต้องกำลังหน่วยทหารปืนใหญ่ที่ 2 ของรัฐมิซัวรี่ (2nd Regiment of Missouri Field Artillery) ซึ่งไม่นานถูกเรียกไปร่วมกับกองทหารปินใหญ่ที่ 129 (129th Field Artillery) และถูกส่งไปรบที่ฝรั่งเศส เขาได้ยศพันโทหลังจากสิ้นสุดสงครามโลก
1919 28 มิถุนายน, แต่งงานกับเบสส์ (Bess Wallace) ซึ่งเป็นเพื่อนตั้งแต่วัยเยาว์ของเขา พวกเขามีลูกด้วยกันเพียงคนเดียวคือ แมรี่ (Mary Margaret, b.1924)
ช่วงปี 1919-1922 ทรูแมนมาเปิดร้านขายเสื้อผ้าอยู่ในแคนซัส ซิตี้ ร่วมกับเอ็ดดี้ (Eddie Jacobson) เพื่อนทหารของเขาที่รู้จักกันในช่วงสงคราม แต่ว่ากิจการเสื้อผ้าล้มเหลวเพราะเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงคราม
1922 ทรูแมนได้รับเลือกตั้งเป็นผู้พิพากษาของศาลในแจ็คสัน คันทรี่ (Jackson Country Court) ซึ่งเขาทำงานด้านบริหารมากกว่าที่จะทำการตัดสินคดี
1923 เขาสมัครเข้าเรียนกฏหมายที่โรงเรียนกฏหมายแคนซัสซิตี้ (Kansas City Law School)
1924 ทรูแมนพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งผู้พิพากษาสมัยที่สอง  ซึ่งหลังจากแพ้การเลือกตั้งเขาก็ลาออกจากการเรียนกฏหมายก่อนที่จะจบ
1926 เขาได้รับเลือกเป็นหนึ่งในสามของคณะผู้พิพากษาของศาลแจ็คสัน คันทรี่ 
1930 ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นผู้พิพากษาสมัยที่สอง
1934 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแคร็ต
1940 ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ว. อีกครั้ง ซึ่งได้สมัยนี้เขายังได้ถูกเลือกให้เป็นประธานของคณะกรรมการพิเศษวุฒิสภาที่เข้าไปดูแลกิจการกระทรวงกลาโหม (Senate Special Committee to Investigate the National Defense Program) ซึ่งบางทีถูกเรียกว่าคณะกรรมการทรูแมน (Trumann Committee) ซึ่งไปตรวจสอบดูแลสัญญาของกองทัพว่าถูกต้องมีประสิทธิภาพหรือไม่
1944 กรกฏาคม, ทรูแมนได้รับการเสนอชื่อในตำแหน่งรองประธานาธิบดี คู่กับแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) ซึ่งลงสมัครในตำแหน่งประธานาธิดี
1945 12 เมษายน, ประธานาธิบดีรูสเวลต์ เสียชีวิตอย่างกระทันทัน และทรูแมน ได้เข้าพิธีสาบานตนเป็นประะนาธิบดีคนที่ 33
16 กรกฏาคม, อเมริกาทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรก (Trinity test)
17 กรกฏาคม, ทรูแมนเข้าร่วมประชุมที่พอตส์ดัม (Potsdam Conference) ในเยอรมัน ซึ่งได้พบกับเชอร์ชิล (Winston Churchill) และสตาลิน (Joseph Stalin) ซึ่งระหว่างการพบกับสตาลิน เขาได้บอกใบ้ว่าสหรัฐฯ กำลังจะมีอาวุธชนิดใหม่  สตาลินตอบว่า “ยินดีที่ได้ทราบ”  ซึ่งจริงๆ แล้วสตาลินรู้เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ มานานก่อนทรูแมนเสียอีก
6,9 สิงหาคม, สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น โดยการตัดสินใจของของ ปธน.ทรูแมน
14 สิงหาคม, ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม
ช่วงปลายปี มีการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับโซเวียตก็มีการเผชิญหน้ากันมากขึ้นเรื่อยๆ
1946 หลังสงครามโลก สหรัฐฯ เผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ เพราะว่าทรูแมนลดการใช้จ่ายด้านการทหารลงอย่างมาก แต่กลับเกิดภาวะเงินเฟ้อสูง จนนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ของแรงงานในอุตสาหกรรมเหล็ก, ถ่านหิน,​ และคนง่านก่อสร้างทางรถไฟ
1947 12 พฤษภาคม, (Truman Doctrine) ทรูแมนกล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาเรียกต้องให้สมาชิกสนับสนุนเขา เรื่องการให้ความช่วยเหลือทางการเงินและทหารแก่กรีซและตุรกี ด้วยความกังวลว่าลัทธิคอมมิวนิสต์จะขยายเข้ามาในยุโรปตะวันตก 
พฤษภาคม, ทรูแมน ให้การรับรองอิสราเอล
1948 3 พฤษภาคม, ทรูแมน ประกาศใช้แผนมาร์แชลล์ (Marshall Plan) เป็นโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อฟื้นฟูประเทศในยุโรปที่เป็นประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ และเพื่อสกัดอิทธิพลของสหภาพโซเวียต
14 พฤษภาคม, อิสราเอลประกาศตัวเองเป็นรัฐ และสิบนาทีต่อมาสหรัฐฯ ของทรูแมน ก็เป็นชาติแรกที่ให้การรับรองสถานะของอิสราเอล
3 พฤศจิกายน, หนังสือพิมพ์ชิคาโก้ เดียรี่ ทรีบูน (Chicago Daily Tribune) พาดหัวข่าวว่า “Dewey Defeats Truman” โทมัน เดวีย์ (Thomas E. Dewey) ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี  ซึ่งเป็นการพาดหัวข่าวที่ผิดพลาด ความจริงทรูแมนชนะการเลือกตั้งได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัย โดยในตอนนั้นเขาถูกคาดหมายว่าจะแพ้การเลือกตั้ง แต่ว่าทรูแมนใช้แคมเปญ “Whistlestop” ซึ่งเขาตระเวณออกทัวร์หาเสียงไปทั่วประเทศ
1949 4 เมษายน, ก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติคเหนือ (NATO, North Atlantic Treaty Organization)
1950 25  มิถุนายน, ประธานาธิบดีคิม อิล ซุง (Kim Il-sung) บุกดินแดนตอนใต้ของเกาหลี ซึ่งสหรัฐฯ ให้การสนับสนุน เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเกาหลี
1 พฤศจิกายน, ชาวเปอร์โตริโก้ สองคน คือ กริเซลิโก ตอร์เรสโซล่า (Griselio Torresola) และออสก้า โคลลาโซ่ (Oscar Collazo) บุกเข้าไปที่แบร์เฮาท์ (Blair House) บ้านพักประธานาธิบดี ระหว่างที่กำลังมีการซ่อมปรับปรุงทำเนียบขาวอยู่  พวกเขาสองคนต้องการเรียกร้องเอกราชให้กับเปอร์โตริโก้ที่ถูกสหรัฐฯ อเมริกายึดครอง แต่ว่าก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดียิงเสียชีวิต
1953 หลังสิ้นสุดตำแหน่ง ประธานาธิบดี ทรูแมนกลับไปใช้ชีวิตที่บ้าน Wallace home ในเมืองอินดิเพนเด้นซ์, มิซซัวรี่  ร่วมกับภรรยาและแม่ของเขา
เขาใช้ชีวิตหลังวัยทำงานเขียนหนังสือบันทึกความทรงจำออกมา 2 เล่ม โดยในหนังสือ เขาชอบเรียกตัวเองว่า Mr. Citizen
1955 Memoirs by Harry S. Truman : Year of Decisions and Memoirs
1956 Memoirs by Harry S. Truman : Years of Trial and Hope
1972 5 ธันวาคม, ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพราะอาการของปอดติดเชื้อ 

26 ธันวาคม, ทรูแมนเสียชีวิต ในวัย 88 ปี  ร่างของเขาถูกฝังไว้ที่หอสมุดทรูแมน (Truman Library and Museum) ในอินดิเพนเด้นซ์

Steve Ramirez

สตีฟ รามิเรซ (Steve Ramirez)
ผู้ใส่ความทรงจำเทียมให้กับหนู
1970s พ่อกับแม่ของรามิเรซ​ต้องลี้ภัยสงครามกลางเมืองในเอล ซัลวาดอร์ (El Salvador) มายังสหรัฐอเมริกา จากนั้นก็มาทำงานรับจ้าง เพื่อเลี้ยงดูลูกๆ 
รามิเรช เกิดและเติมโตขึ้นมาในบอสตัน (Boston) 
เมื่อตอนรามิเรซอยู่ชั้นมัธยม ญาติสนิทของเขาไปทำคลอดที่โรงพยาบาลด้วยการผ่าคลอด (C-section) ก่อนการผ่าตัดหมอมีการให้ยาเพื่อลดความเจ็บปวด (anesthesia) แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เธอหมดสติและอยู่ในอาการโคม่าตั้งแต่นั้นมา รามิเรซจึงมีความฝังใจและมีความต้องการที่จะรู้ว่าสมองทำงานอย่างไร
เขาจบด้านวิทยาศาสตร์สาขาระบบประสาท จากมหาวิทยาลัยบอสตัน (Boston Universtiy)
เข้าเรียนปริญญาเอก ด้านวิทยาศาสตร์สมองและจิตสำนึก (Brain and Cognitive Sciences) ที่เอ็มไอที (MIT)
2013 รามิเรซ มีชื่อเสียงจากการทดลองของเขาร่วมกับ หู ลัวะ (Xu Liu) ในการสร้างความทรงจำเทียมให้กับสมองของหนู (plant false memories into the brain)
วันแรก, พวกเขาใส่หนูทดลองลงภายในกล่อง A  และปล่อยให้มันเดินสำรวจภายในกล่อง พวกเขาฉีดแชนเยลโรโด๊ปซิน (Channelrhodopin โปรตีนชนิดหนึ่ง  ซึ่งทำหน้าที่เหมือนตัวรับแสง) เข้าไปในสมองความความทรงจำของหนู
วันถัดมา, พวกเขาใส่หนูลงในกล่อง B และหลังจากปล่อยให้หนูเดินอยู่ครู่หนึ่ง พวกเขาก็ช๊อตมันด้วยกระแสไฟฟ้าอย่างอ่อนที่เท้าของมัน ในเวลาเดียวกันก็ใช้แสงเลเซอร์เพื่อกระตุ้นความทรงจำเกี่ยวกับกล่อง A

วันที่สาม, หนูถูกนำกลับมาไว้ที่กล่อง A ปรากฏว่าหนูแสดงความหวาดกลัวเมื่ออยู่ในกล่อง A แสดงให้เห็นว่าหนูมีความทรงจำผิดว่ามันถูกไฟฟ้าช๊อตเมื่ออยู่ในกล่อง A 

Eva Braun

อีวา เบราน์ (Eva Anna Paula Hitler)
ภรรยาของฮิตเลอร์
อีวาเกิดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1912 ในเมืองมิวนิค พ่อของเธอเป็นครูชื่อ ไฟรดริช (Friedrich Braun) และแม่ชื่อฟรานซิสก้า (Franziska Kronberger) ก่อนที่จะแต่งงานเธอทำงานเป็นช่างเย็บผ้า
อีวา มีพี่สาวชื่ออิลเซ (Ilse) และน้องสาวชื่อมาร์กาเร็ต (Margarete)
ครอบครัวของอีวาค่อนข้างจะมีปัญหาทางการเงิน พ่อและแม่ของเธอเคยหย่าจากกันในปี 1921 แล้วก็มาแต่งงานกันใหม่ในปีถัดมา อาจเพราะเหตุผลด้านเศรษฐกิจเช่นกัน
อีวาเข้าเรียนประถมที่โรงเรียนแบบแคโธริคในเมืองมิวนิค แต่ว่าปีถัดมาได้ย้ายมาเรียนในโรงเรียนคอนแวนต์ในเมืองซิมบัช (Simbach am Inn)
1929 เมื่ออีวาอายุ 17 ปี เธอก็ไปทำงานที่สตูดิโอถ่ายภาพของไฮน์ริช ฮอฟฟ์แมนน์ (Heinrich Hoffmann) ฮอฟฟ์แมนน์ นั้นเป็นช่างภาพให้กับพรรคนาซี เขามีสตูดิโออยู่ในเมืองมิวนิคซึ่งที่สตูดิโอแห่งนี้เองที่อีวาได้เจอกับฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ครั้งแรก อีวานั้นมีอายุน้อยกว่าฮิตเลอร์ 23 ปี
ช่วงเวลานี้ฮิตเลอร์อาศัยอยู่ในอพาร์ตเม้นแห่งหนึ่งในมิวนิค กับญาติห่างๆ ของเขาชื่อ เกลิ รัวบาล (Geli Raubal)
1931 รัวบาล ฆ่าตัวตายภายในอพาร์ตเม้นท์ ระหว่างนั้นฮิตเลอร์ยังอยู่ในนูเร็มเบิร์ก หลังจากรัวบาลเสียชีวิตไปแล้วฮิตเลอร์ถึงได้มาเจอกับอีวาบ่อยขึ้น
1932 11 สิงหาคม, อีวาพยายามฆ่าตัวตายโดยใช้ปืนยิงที่หน้าอก หลังเหตุการณ์นี้ทำให้ฮิตเลอร์และอีวาสานสัมพันธ์ระหว่างกัน  
1935 พฤษภาคม, อีวาพยายามฆ่าตัวตายอีกครั้งหนึ่งโดยกินยาเกินขนาด  ซึ่งความพยายามฆ่าตัวตายทั้ง 2 ครั้งของเธอเชื่อกันว่าเพื่อเรียกร้องความสนใจจากฮิตเลอร์ ซึ่งหลังจากเธอรอดจากการฆ่าตัวตายครั้งที่ 2 แล้ว ฮิตเลอร์ก็ได้พาอีวากับน้องสาวมาร์กาเร็ต (Margarete) ย้ายไปอยู่ในอพาร์ตเม้นท์แห่งหนึ่งในมิวนิค
1940s ช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 , อีวาใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ภายในบ้านพักบนเขาของฮิตเลอร์ ที่เบิร์กฮอฟ (Berghof) ใกล้กับเบิร์ชเดสกาเด้น (Berchtesgaden) พวกเขามีห้องนอนที่แยกจากกัน แต่ว่าเชื่อมถึงกัน
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่เป็นที่รับรู้ในหมู่ชาวเยอรมันในเวลานั้น 
1945 เมษายน, เมื่อชัดเจนแล้วว่าเยอรมันจะเป็นฝ่ายแพ้สงครามอีวา ก็ตัดสินใจเดินทางมาหาฮิตเลอร์ที่หลุมหลบภัย (Führerbunker) ในเบอร์ลิน
28 เมษายน, อีวา แต่งงานกับฮิตเลอร์ โดยมีโกบเบลส์ (Joseph Goebels) และมาร์ติน บอร์แมนน์ (Martin Bormann) เป็นสักขีพยายาน
30 เมษายน, อีวา และฮิตเลอร์ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าหลังหกนาฬิกาเล็กน้อย พอช่วงกลางวันพวกเขาก็รับประทานอาหารด้วยกัน โดยมีสปาเก็ตตี้และซอสมะเขือเทศเป็นอาหาร ระหว่างรับประทานอาหารอยู่นั้นโจเซฟ โกบเบลส์ (Joseph Goebbels)  รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อก็เข้ามารายงานสถานการณ์และบอกให้ฮิตเลอร์รีบหนึออกจากเบอร์ลิน ทว่าฮิตเลอร์ปฏิเสธที่จะหลบหนี
3.28pm อีวาเสียชีวิตเพราะกินยาพิษฆ่าตัวตาย
3.30pm ฮิตเลอร์ใข้อาวุธปืนยิงที่ศรีษะตัวเองจนถึงแก่ความตาย
หลังจากนั้นร่างของทั้งคู่ได้ถูกทหารของฮิตเลอร์ที่ได้รับคำสั่งก่อนตายว่าให้นำร่างของพวกเขาไปยังสวนใกล้กับทำเนียบ (Reich Chancellery) แล้วจัดการเผาทำลายเสีย
ในช่วงค่ำ กองทัพแดงของโซเวียตบุกไปถึงรัฐสภาของเยอรมัน (Reichstag)  

Sergei Korsakoff

เซอร์เกย์ คอร์ซาคอฟ (Сергей Сергеевич Корсаков)
Korsakoff syncrome
คอร์ซาคอฟ เกิดเมื่อวันที่ 22 มกราคม 1854  ในหมู่บ้านกุส-ครัสตัลนี (Gus-Khrustalny) ทางตอนกลางของรัสเซีย หมู่บ้านแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตแก้วที่ขึ้นชื่อในเวลานั้น พ่อของเขาชื่อเซอร์เกย์ (Sergei Grigorievich Korsakoff) ทำงานเป็นหัวหน้าคนงานในโรงงานแห่งหนึ่ง ส่วนแม่ชื่ออคิลิน่า (Akilina Yakovlevna Alyanchikova) ทั้งคู่เป็นคนมีการศึกษาดี คอร์ซาคอฟมีพี่น้องอีกสามคน ชื่อมาเรีย (Maria) , แอนนา (Anna), และนิโคไล (Nikolai)
1857 พ่อของเขาลาออกจากงานและพาครอบครัวย้ายมาอยู่ที่เรียซาน (Ryazan)
1859 ครอบครัวของเขาย้ายบ้านอีกครั้งหนึ่งมาอยู่ในเขตมอสโคว์
1864 เขาเข้าเรียนที่จิมเนเซียม หมายเลข 5 ในมอสโคว์ 
1870 จบมัธยมด้วยคะแนนเหรียญทอง จากนั้นได้เข้าศึกษาในคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยมอสโคว์ (Moscow State University)
1875 จบแพทย์จาก ม.มอสโคว์ โดยได้เขียนปริญญานิพนธ์ชื่อ The history of illness of Ilya Smirnov (История болезни дворянина Ильи Смирнова, 29 лет) 
หลังจากเรียนจบได้เข้าทำงานที่โรงพยาบาลจิตเวช เอส.ไอ. สเตินเบิร์ก (Transfiguration Psychatric Hospital S.I. Steinberg)
1876 เขามาทำงานที่คลีนิคโรคทางระบบประสาทของ ม.มอสโคว์​ โดยเป็นผุ้ช่วยของอเล็กซีย์ โคเชฟนิคอฟ (Aleksei Yakovlevich Kozhevnikov)
1877 มีผลงานเขียนเรื่อง The Course of electrotherapy (Курс электротерапии)
1879 19 สิงหาคม, แต่งงานกับแอนนา บาร์ซอว่า (Anna Konstantinovna Barsova) เธอเป็นเพื่อนตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยของเขา
ช่วงปลายปีเขาได้ย้ายกลับมาทำงานที่โรงพยาบาลจิตเวช เอส.ไอ. สเตินเบิร์ก  ขณะเดียวกันก็ทำงานที่โรงพยาบาลจิตเวชของอเล็กซานเดอร์ เบคเกอร์ (Alexander Fyodorovich Becker) ไปพร้อมกัน
1886 เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งห้องทดลองทางจิตเวชขึ้นในกรุงมอสโคว์
1887 จบปริญญาเอก จาก ม.มอสโคว์ โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง  Alcoholic paralysis (Об алкогольном параличе) ซึ่งศึกษาอาการของผู้ป่วยที่ติดแอลกอฮอล หลังจากนั้นเขาได้ทำงานสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัย
1892 ได้เป็นศาตราจารย์พิเศษที่คลีนิคจิตเวชของมหาวิทยาลัยมอสโคว์ ต่อมาปีเดียวกันเขาได้เดินทางไปยังกรุงเวียนนา และได้เป็นเรียนของธีโอดอร์ เมย์เน็ต (Theodor Meynet) แพทย์ด้านระบบประสาท
1893 เขียนหนังสือ Psychiatry Course (Курса психиатрии)
1897 มีการจัดประชุมสภาแพทย์สากล (12th International Medical Congress in Moscow) ในมอสโคว์ ซึ่งในที่ประชุมนี้ได้มีการเรียกกลุ่มอาการหลงลืมและความจำผิดปกติว่าคอร์ซาคอฟซินโดรม (Korsakoff’s syndrome) ซึ่งส่วนมากพบในผู้ป่วยที่ติดแอลกอฮอลซึ่งทำให้ขาดวิตามิน บี 1 (thiamine)

1900 1 พฤษภาคม, เสียชีวิตจากโรคหัวใจ ขณะมีอายุ 44 ปี ที่มอสโคว์