History of Quantum Mechanics

1877 ลุดวิก โบล์ตซมันน์ (Ludwig Boltzmann) เสนอไอเดียว่าระดับพลังงานทางพิสิกส์น่าจะมีสถานะที่ไม่ต่อเนื่อง 
1900 แม็กซ์ แพลง (Max Plank) เสนอแนวคิดว่า พลังงานสามารถที่จะคงสถานะได้ในจำนวนของปริมาณซึ่งแน่นอน (energy can only exist in certain amounts) ซึ่งเขาเรียนมันว่า ควอนต้า (Quanta)
1905 อัลเบิร์ต ไอสไตน์ (Albert Einstein) เสนอแนวคิดว่าว่า แสงประกอบขึ้นมาจากโฟตอน (photons) ซึ่งเป็นพลังงานซึ่งไม่ต่อเนื่อง
1913 นีลส์ บอห์ร (Niels Bohr) เสนอแบบจำลองโครงสร้างอะตอม
1922 อาร์เธอร์ คอมพ์ตัน (Arthur Compton) ทำการทดลองซึ่งพิสูจน์ว่ารังสีแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic radiation) สามารถที่จะถูกมองว่าเป็นอนุภาคโฟตอนได้
1923 หลุยส์ เดอ โบรกลี (Louis de Broglie) ค้นพบว่าอเล็กตรอน (electrons) มีพฤติกรรมเป็นคลื่นได้
1925 นีลส์ บอห์ร และเวอร์เนอร์ ไฮเซนเบิร์ก (Werner Heisenberg) เป็นแกนหลักในการสรุปหลักการณ์ของกลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Copenhagen Interpretation  
ไฮเซนเบิร์ก, แม็กซ์ บอร์น (Max Born) และปาสคาล จัวร์แดน (Pascal Jourdan) พัฒนากลศาสตร์ควอนตัม แบบแรก
1926 เออร์วิน โชรดินเจอร์ (Erwin Schrödinger) เผยแพร่สมการคลื่น (wave equation
1927 ไฮเซนเบิร์ก เสนอหลักความไม่แน่นอน (uncertainty principle
1935 อัลเบิร์ต ไอสไตน์, บอริส โปโดลสกี้ (Boris Podolsky) และนาธาน โรเซ่น (Nathan Rosenเสนอ EPR (Einstein-Podolsky-Rosen paradox) ซึ่งอ้างว่ากลศาสตร์ควอนตัมยังไม่สมบูรณ์ที่จะอธิบายว่าความจริง (reality) คืออะไร
โชรดินเจอร์ เสนอไอเดีย Schrödinger’s cat 
1957 ฮูจห์ อีวีเร็ตต์ (Hugh Everett) เสนอ Many-worlds interpretation 
1964 จอห์น เบลล์ (John Bell) เสนอแนวคิด Bell’s inequalities เพื่อพิสูจน์ว่ากลศาสตร์ควอนตัมเพียงพอที่จะอธิบายความจริงหรือยัง
1982 อเลน แอสเปกต์ (Alain Aspect) ทำการทดสอบ Bell’s inequalities 
ริชาร์ด เฟย์นแมน (Richard Feynman) เสนอแนวคิดการสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์

1997 ควอนตัมเทเลพอร์เทชั่น (Quantum teleportation) ประสบความสำเร็จครั้งแรกในห้องทดลอง

http://www.liverain.com/KillCopy.js

Frederic Bartlett

ฟรีเดริค ชาร์ล บาร์ตเล็ตต์ (Frederic Charles Bartlett)
theory on reconstructed memory, นักจิตวิทยา บุกเบิก schema theory
บาร์ตเล็ตต์ เกิดวันที่ 20  ตุลาคม 1886 ในสโตว, อังกฤษ (Stow-on-the-Wold, Gloucestershire,  England) ครอบครัวมีฐานะปานกลาง พ่อของเขาทำธุรกิจผลิตรองเท้า 
บาร์ตเล็ตต์เริ่มเรียนชั้นประถมจากโรงเรียนในเมือง แต่ช่วงอายุ 14 บาร์ตเลตต์มีอาการป่วยด้วยโรคเยื่อหุ้มปอดอักเสบ (pleurisy)  ทำให้ต้องเรียนหนังสืออยู่กับบ้าน
1909 จบปริญตรีศิลปะศาสตร์จิตวิทยา ด้วยเกียรตินิยม จาก The University Correspondence College 
1911 จบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน (London University) สาขาจริยธรรมและสังคมศาสตร์ หลังจากนั้นก็เข้าเรียนต่อที่แคมบริดจ์
1914 จบจากเซนต์จอห์นคอลเลจ (St John’s College, Cambridge) ทางด้านวิทยาศาสตร์ศีลธรรม (Moral Science)  เวลานี้เป็นช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 1 พอดี แต่บาร์ตเลตต์ไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหารเพราะปัญญาสุขภาพของเขาตั้งแต่เล็ก แต่เขาได้ตำแหน่งผู้ช่วยของชาร์ล ไมเออร์ (Charles Samuel Myers) ผู้อำนวยการของห้องทดลองทางจิตวิทยาที่แคมบริดจ์
1918 หลังสงครามโลกยุติลง เขาก็ลาออกจากแคมบริดจ์
1922 เมื่อไมเออร์เกษียณออกไป บาร์ตเล็ตต์ก็ได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการของของทดลอง
1923 เขียน Psychology and Primitive Culture
1927 พิมพ์ The Psychology of the Soldier เป็นผลงานเขียนที่รวบรวมการศึกษาวิจัยช่วงสงครามโลก 
1932 เขียน Remembering ผลงานชิ้นเอกของเขา ซึ่งเขียนเกี่ยวกับทฤษฏีและงานวิจัยของเขาที่เกี่ยววกับกระบวนการจดจำ ซึ่งเป็นงานบุกเบิกทฤษฏีเกี่ยวกับชีม่า (schematic theory) ซึ่งคือรูปแบบความทคิดที่เราใช้ในกระบวนการสร้างความทรงจำ ในการศึกษาของบาร์ตเล็ตต์เขาใช้สองวิธีในการศึกษาความทรงจำ คือ repeated reproduction และ serial reproduction … โดยเขาอ่านนิทานพื้นเมืองของอินเดียแดงเรื่อง The War of the Ghosts ให้อาสาสมัครฟัง และเมื่อเวลาผ่านไป 15 นาที เขาก็ให้อาสาสมัครเล่านิทานเรื่องนี้ใหม่ (repeated) ซึ่งบาร์ตเล็ตก็พบว่ายิ่งเวลาผ่านไปคนเราก็ยิ่งจำเรื่องที่ได้ฟังมาได้น้อยลง และเรื่องนั้นก็ะถูกทำให้สั้นลง นอกจากนั้นรายละเอียดที่ไม่สอดคล้องกับความรู้เดิมของตนก็มักจะถูกตัดหรือเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งบาร์ตเล็ตต์เรียกมันว่าเป็นการ Rationalization
1944s ช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 เขาเป็นหนึ่งในกรรมธิการด้านการวิจัยพฤติกรรม ในหน่วยการฝึกนักบินของกองทัพอากาศ 
1952 เขาเกษียณจากงานที่แคมบริดจ์ แต่ว่ายังให้การสนับสนุนเงินทุนเกี่ยวกับการวิจัยกับ Applied  Psychology Unit ที่ตั้งขึ้น

1969 30 กันยายน, เสียชีวิตในวัย 82 ปี

http://www.liverain.com/KillCopy.js

War of the Ghosts

War of the Ghosts
ในคืนหนึ่ง ชายหนุ่มสองคนจากอีกูแล็ค (Egulac) เดินลงไปที่ริมฝั่งแม่น้ำเพื่อที่จะล่าสิงโตทะเล โดยในขณะนั้นบรรยากาศที่ริมแม่น้ำเต็มไปด้วยหมอกและเงียบสนิทมาก  จนกระทั่งชายหนุ่มสองคนไ้ด้ยินเสียงคนต่อสู้กันแว่วมา พวกเขาจึงคิดว่าอาจจะมีคนกำลังสู้รบกันอยู่บริเวณนั้น ชายหนุ่มทั้งสองคนจึงหนีขึ้นไปหลบอยู่หลังต้นไม้ริมฝั่ง  และไม่นานก็มีเสียงปืนใหญ่ตามมา, พร้อมกับที่พวกเขาได้ยินเสียงของไม้พายที่กระทบกับน้ำ, พร้อมกับเร่ิมมองเห็นเรือแคนนูกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ 
มีชายห้าคนอยู่บนเรือแคนนู, แล้วชายคนหนึ่งบนเรือก็ถามชายหนุ่มทั้งสองว่าพวกคุณจะว่าอย่างไรถ้าพวกเราจะพาพวกเจ้าล่องขึ้นไปเหนือน้ำด้วยกันเพื่อที่จะไปทำสงคราม
ชายหนุ่มคนหนึ่งจึงตอบไปว่าข้าไม่มีธนู
ธนูมีอยู่มากมาย ภายในเรือนี้คนในเรือตอบ
ข้าคงจะไม่เดินทางไปกับพวกท่าน, ข้าอาจจะถูกฆ่าตายก็ได้ และก็ยังไม่ได้บอกญาติเอาไว้ด้วยว่าข้าจะเดินทางไปไหนแต่เจ้าหนึ่งในชายหนุ่มหันไปมองเพื่อนของเขาเจ้าอาจจะเดินทางไปกับพวกเขาได้” 
ชายหนุ่มคนหนึ่งจึงได้ออกเดินทางไปพร้อมกับเรือแคนนู ในขณะที่อีกคนหนึ่งได้กลับไปบ้าน
เหล่านักรบในเรือแคนนูได้เดินทางขึ้นไปยังต้นแม้น้ำ ยังเมือ
งฝังตรงข้ามกับคาลาม่า (Kalama) ซึ่งคนจากเมืองนั้นก็ล่องลงมา แล้วสองฝ่ายก็ต่อสู้กัน มีคนถูกสังหารมากมาย 
ชายหนุ่มได้ยินเสียงนักรบคนหนึ่งพูดออกมาว่าเร็ว, พวกเราต้องกลับแล้ว: อินเดียคนนั้นถูกยิง”  ชายหนุ่มก็คิดในใจว่าโฮ่, พวกเขาต้งเป็นผีแน่เลยเพราะชายหนุ่มไม่ได้รู้สึกเจ็บตรงไหน, แล้วพวกเขาจะพูดได้อย่างไรว่าชายหนุ่มถูกยิง
เมื่อเรือแคนนูกลับมายังอีกูแล็ค, ชายหนุ่มก็กลับขึ้นฝั่งแล้วก็กลับไปที่บ้านของเขา, เขาจุดกองไฟขึ้น, และได้พูดกับทุกคนในบ้านว่ารู้มัย, ข้าได้เดินทางไปกับพวกผีแหละ , พวกเราไปต่อสู้ในสงครามมา, และฝ่ายของเรามากมายก็ถูกสังหาร, และฝ่ายตรงข้ามกับพวกเราก็ถูกฆ่าตายมากมายเหมือนกัน, คนพวกนั้นยังพูดอีกด้วยว่า ข้าถูกยิง, แต่ว่าข้าไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลยนะ ” 
หลังจากชายหนุ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟัง ทุกคนก็เงียบกริบ จนกระเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นและชายหนุ่มก็ล้มลง มีบางอย่างสีดำที่ออกมาจากปากของเขา หน้าของเขาดูผิดรูป ทุกคพากันสะดุ้งแล้วก็ร้องไห้
ชายหนุ่มตายแล้ว….
…. eng…
One night two young men from Egulac went down to the river to hunt seals and while they were there it became foggy and calm. Then they heard war-cries, and they thought: “Maybe this is a war-party”. They escaped to the shore, and hid behind a log. Now canoes came up, and they heard the noise of paddles, and saw one canoe coming up to them. There were five men in the canoe, and they said:
“What do you think? We wish to take you along. We are going up the river to make war on the people.”
One of the young men said,“I have no arrows.”
“Arrows are in the canoe,” they said.
“I will not go along. I might be killed. My relatives do not know where I have gone. But you,” he said, turning to the other, “may go with them.”
So one of the young men went, but the other returned home.
And the warriors went on up the river to a town on the other side of Kalama. The people came down to the water and they began to fight, and many were killed. But presently the young man heard one of the warriors say, “Quick, let us go home: that Indian has been hit.” Now he thought: “Oh, they are ghosts.” He did not feel sick, but they said he had been shot.
So the canoes went back to Egulac and the young man went ashore to his house and made a fire. And he told everybody and said: “Behold I accompanied the ghosts, and we went to fight. Many of our fellows were killed, and many of those who attacked us were killed. They said I was hit, and I did not feel sick.”
He told it all, and then he became quiet. When the sun rose he fell down. Something black came out of his mouth. His face became contorted. The people jumped up and cried.
He was dead.

http://www.liverain.com/KillCopy.js

The coming of the wireless era will make war impossible, because it will make war ridiculous
ยุคของการสื่อสารแบบไร้สายจะทำให้สงครามเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้, สงครามจะกลายเป็นเรื่องขำขัน

Guglielmo Marconi

In the new era, thought itself will be transmitted by radio.
ในยุคใหม่, ความคิดจะถูกส่งไปกับคลื่นวิทยุ

Guglielmo Marconi

Every day sees humanity more victorious in the struggle with space and time
นับวันมนุษยชาติก็ยิ่งจะมีชัยเหนืออวกาศและเวลา

Guglielmo Marconi

But my memories are like a fire in winter—whenever I’m cold I can warm my hands at them.
แต่…ความทรงจำของฉันเหมือนกับไฟในฤดูหนาว- เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันรู้สึกหนาว ฉันก็สามารถทำให้มือของฉันอบอุ่นขึ้นมาได้ด้วยมัน

Madeleine L’Engle, The Joys of Love

A book, too, can be a star,
a living fire to lighten the darkness,
leading out into the expanding universe.
หนังสือ, ก็เช่นกัน, เปรียบเสมือนดวงดาว
ดั่งดวงไฟส่องแสงยามค่ำคืน
ส่องนำทางไปสู่จักรวาลอันกว้างไกล

Madeleine L’Engle

Writing letters is the purest form of friendship
We humans can possibly possess. We capture ourselves in a moment and then we give that moment to someone else
การเขียนหนังสือเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ของมิตรภาพที่พวกเราในฐานะมนุษย์จะสามารถทำได้
เพราะเราได้ผนึกตัวเองเอาไว้ในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วก็มอบช่วงเวลานั้นให้กับใครสักคน…

Anonymous

Not being known doesn’t stop the truth from being true.
การไม่รู้ไม่ได้หยุดความจริงจากความถูก

Richard Bach, There’s No Such Place As Far Away