Franz Brentano

ฟรานซ์ เบรนตาโน่ (Franz Clemens Honoratus Hermann Brentano)
intentionalism (act psychology) , Brentanianism
เบรนตาโน่ เกิดวันที่ 16 มกราคม 1838 ในมาเรียนเบิร์ก (Marienber am Rhein) เยอรมัน พ่อของเขาชื่อคริสเตียน (Christian Brentano) และแม่ชื่ออีมิลี (Emilie Ginger) ทั้งคู่มีอาชีพเป็นนักเขียน
ครอบครัวของพวกเขามีเชื้อสายจากอิตาลีและเคร่งศาสนา
เบรนตาโน่ได้มีโอกาสเรียนหนังสือที่ในมิวนิค (Munich), วูร์ซเบิร์ก (Würzburg), และเบอร์ลิน (Berlin) ในวิชาศาสนา ปรัชญา และคณิตศาสตร์ 
1851 พ่อของเขาเสียชีวิต
1862 เขาจบปริญญาเอก โดยเขียนวิทยานิพนธ์เรื่อง On the Several Senses of Being in Aristotle 
1864 เขาบวชเป็นนักบวชในนิกายโรมันแคโธริค
1866 ได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์สอนปรัชญาที่มหาวิทยาลัยวูร์ซเบิร์ก (University of Würzburg) โดยที่ไม่มีเงินเดือน
1867 เขียน Habilitationsschrift 
1872 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ 
1873 เบรนตาโน่ออกจากการเป็นนักบวชเพราะเกิดความสงสัยไม่มั่นใจเกี่ยวกับศาสนา
1874 เขียน Psychologie vom empririschen Standpunkte (Psychology from an Empirical Standpoint)
ได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยเวียนนา (University of Vienna) 
1880 เขาวางแผนที่จะแต่งงานกับไอด้า (Ida von Liebenแต่ว่าทางการของออสเตรียขณะนั้นไม่อนุญาตเพราะไม่ยอมรับการที่เขาลาออกจากการเป็นนักบวช และได้กดดันให้เบรนตาโน่ต้องลาออกจากตำแหน่งศาสตราจารย์ด้วย 
หลังลาออกจากมหาวิทยาลัยเบนตาโน่ก็พาภรรยาของเขาเดินทางไปอาศัยอยู่ที่ลิปซิก (Leipzig) และแต่งงานกันที่นั่น  
1881 เบรนตาโน่ได้รับอนุญาตให้กลับมาสอนหนังสือที่ .เวียนนา อีกครั้งหนึ่ง โดยเป็นอาจารย์ที่ไม่มีเงินเดือนประจำ ลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงของเขา อาทิ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) , คาร์ล จัง (Carl Jung), เอ็ดมันด์ อุสเซิร์ล (Edmund Hussein), คาซิมีร์ ทีวาร์โดวสกี้ (Kashmir Twardowski), โตมัส มาซาริก (Tomás Masaryk) 
1895 หลังภรรยาของเขาเสียชีวิตได้ไม่นาน เขาเริ่มเขียนคอลัมน์ Meine  letzen Wünsche für Österreich (My las Wishes for Austria) ลงในหนังสือพิมพ์ Die nene Freire Presse 
1897 แต่งงานใหม่กับ อีมิลี (Emilie Ruprecht) ซึ่งช่วงปลายของชีวิตเบรนตาโน่มีปัญหาด้านสายตาไม่สามารถอ่านและเขียนได้เอง แต่ว่าได้ภรรยาของเขาเป็นผู้ช่วยในการอ่านหนังสือ
1907 มีผลงานเขียนสำคัญอีกเล่มหนึ่งคือ Untersuchungen Zurich Sinnespyschologie (Inquiry into Sense Psychology) 
1911 The Clarification  of Mental Phenomena  
1914 เมื่อเยอรมันประกาศสงครามกับออสเตรียในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 1 เบรนตาโน่ซึ่งมองว่าตัวเองเป็นพลเมืองของทั้งสองประเทศก็ได้ย้ายตัวเองมาอยู่ในสวิสเซอร์แลนด์
1917 17 มีนาคม, เสียชีวิตในซูริค, สวิสฯ 
1928 Sensory and Noetic Consciousness ถูกพิมพ์ออกมาโดยออสการ์ เคราส์ (Oskar Kraus) 

http://www.liverain.com/KillCopy.js

Vannevar Bush

แวนเนวาร์ บุช (Vannevar Bush) 
ผู้ก่อตั้ง Raytheon
แวนเนวาร์ เกิดวันที่ 11 มีนาคม 1890 ในอีเวเร็ตต์, แมสซาซูเซตส์ (Everett, Massachusetts) พ่อของเขาชื่อเพอร์รี่ (Perry Bush) เป็นพาสเตอร์อยู่ในโรงเรียนคริสต์ แม่ชื่อเอ็มม่า (Emma Paine) แวนเนวาร์เป็นลูกคนที่สามของบ้าน เขาพี่มีสาวสองคนชื่ออีดิท (Edith) และเรบ่า (Reba) 
1892 ครอบครัวย้ายบ้ายมาอยู่ในเชลซี (Chelsea, Massachusetts) 
1909 แวนเนวาร์ จบมัธยมปลายจากโรงเรียนมัธยมเชลซี (Chelsea High School) หลังจากนั้นเขาเข้าเรียนที่วิทยาลัยตุฟต์ (Tufts College) ซึ่งเป็นที่เดียวกับที่พ่อของเขาจบมา ระหว่างเรียนแวนเนวาร์เป็นนักกีฬาฟุตบอล เป็นรองประธานนักศึกษาปีสอง และเป็นสมาชิกของกลุ่มภราดร Alpha Tua Omega 
1913 แวนเนวาร์ จบปริญญาตรีและโทที่ตุฟต์ สาขาวิทยาศาสตร์ โดยเขาทำวิทยานิพนธ์ตอนจบปริญญาโท โดยสร้างอุปกรณ์ที่เรียกว่า “profile tracer” ซึ่งเขาจดสิทธิบัตรเอาไว้ด้วย เครื่องมือดังกล่าวเป็นเหมือนอุปกรณ์ช่วยเหลือในการรังวัดภูมิประเทศ
หลังจากเรียนจบเขาก็เข้าทำงานกับจีอี (General Electric) ในนิวยอร์ค โดยเริ่มเป็นพนักงานฝึกหัด หลังจากนั้นก็ได้ย้ายไปทำงานในโรงงานในแมสซาซูเซตส์ของจีอีในงานเกี่ยวกับการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังสูง
1914 หลังจากโรงงานของจีอีเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้ แวนเนวาร์ก็เปลี่ยนงานไปสอนหนังสือที่ตุฟต์ ในวิชาคณิตศาสตร์
1915 ช่วงซัมเมอร์เขาทำงานพิเศษที่อู่ต่อเรือของกองทัพในบรู๊คลิน
สมัครเข้าเรียนต่อวิศวกรรมไฟฟ้าที่เอ็มไอที (Massachusetts Institute of Technology)
1916 จบปริญญาเอกโดยได้วุฒิจากเอ็มไอทีและฮาร์วาร์ด (Harvard) ร่วมกัน โดยทำวิทยานิพนธ์หัวข้อ Oscillating-Current Circuits : An Extension of the Theory of Generalized Angular Velocities, with Applications to the Coupled Circuit and the Artificial Transmission Line
สิงหาคม, แต่งงานกับเฟียบี (Phoebe)  พวกเขามีลูกด้วยกันสองคนชื่อริชาร์ด (Richard Davis Bush) และจอห์น (John Hathaway Bush) 
หลังจากนั้นเขาก็กลับไปทำงานที่ตุฟต์ และระหว่างนี้ก็ถูกจ้างไปทำงานในห้องแล๊ปของ American Radio and REsearch Corporation (AMRAD) ซึ่งใช้พื้นที่ภายในตุฟต์ออกอากาศเพลงผ่านคลื่นวิทยุ 
1917 เมื่อสหรัฐฯ เข้าร่วมในสงครามโลก ครั้งที่ 1 แวนเนวาร์ก็เข้าไปทำงานกับสภาวิจัยแห่งชาติ (National Research Council)  ซึ่งเขาพยายามพัฒนาอุปกรณ์ในการตรวจจับเรือดำน้ำด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
1919 ออกจากตุฟต์ แล้วมาทำงานที่คณะวิศวกรรมไฟฟ้าของเอ็มไอที แต่ว่าเขายังทำงานให้กับ AMRAD เหมือนเดิม ซึ่งเมื่อสิ้นสุดสงครามโลก AMRAD ถูกยกเลิกโครงการหลายอย่างที่เคยได้รับจากรัฐบาล แวนเนวาร์จึงพยายามช่วยเหลือ โดยการพัฒนาเทอร์โมสเตติคสวิตช์ (thermostatic switch) ที่ประดิษฐ์โดยอัล สเปนเซอร์ (AI Spencer) แต่ว่า AMRAD ไม่สนใจที่จะผลิตสวิตช์ที่เขาประดิษฐ์   แต่ว่าแวนเนวาร์ได้รับการสนับสนุนจากลอเรนซ์ มาร์แชลล์ (Laurence K. Marshall) และริชาร์ด อัลดริช (Richard S. Aldrich) ในการสร้างบริษัท Spencer Thermostate Company เพื่อผลิตสวิตช์ดังกล่วา โดยจ้างแวนเนวาร์เป็นที่ปรึกษา ซึ่งไม่นานบริษัทก็สามารถขายสินค้าดังกล่าวได้กว่าล้านเหรียญ 
1922 7 กรกฏาคม, แวนเนวาร์และมาร์แชลล์ ร่วมกับชาร์ลี สมิธ (Charles G. Smith) นักฟิสิกส์  ตั้งบริษัท American Appliance Company เพื่อผลิต S-tube อุปกรณ์ที่สมิธสร้างขึ้น อุปกรณ์นี้ช่วยให้วิทยุซึ่งขณะนั้นต้องใช้แบตเตอร์รี่สองชนิดที่ต่างกันในการทำงาน สามารถใช้แบตเตอร์รี่เพียงชิ้นเดียวได้ ซึ่งบริษัทนี้ต่อมากลายเป็น Raytheon บริษัทผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าและสินค้าทางการทหารรายใหญ่ของสหรัฐฯ 
1929 ระหว่างอยู่ที่เอ็มไอที เขาได้ร่วมสร้างเครื่องคำนวณอนุพันธ์ (differential analyses) ร่วมกับฮาโรลด์ ฮาเซ่น (Harold Locke Haven) ซึ่งมีการทำงานแบบอนาล๊อก และสามารถคำนวณได้ 18 ตัวแปร
เขียนหนังสือ Operational Methods in Mathematical Physics
1932 ได้รับตำแหน่งอธิการบดีของคณะวิศวกรรม (MIT school of Engineering) 
1935 ได้รับการว่างจ้างจาก OP-20-G ในการสร้างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการถพอรหัส แต่ว่าอุปกรณ์ที่เขาสร้างขึ้นกว่าจะเสร็จก็ในปี 1938 แต่ว่าอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นถือเป็นงานยุคบุกเบิกที่ยังไม่มีความน่าเชื่อถือในการทำงาน
1938 ได้รับตำแหน่งประธานของสถาบันคาร์เนกี้วอชิงตัน (Carnegie Institution of Washington) ซึ่งเป็นสถาบันที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ทุนสนับสนุนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์
สิงหาคม, ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการที่ปรึกษาด้านกิจการการบิน (National Advisory Committee for Aeronautics, NACA) ซึ่งเป็นองค์กรอวกาศของสหรัฐฯก่อนที่จะเกิดองค์การนาซ่า (NASA) 
1939 เขาได้ตำแหน่งประธานของ NACA จนกระทั้งปี 1948
1940 เมื่อเยอรมันบุกฝรั่งเศส แวนเนวาร์ได้เตรียมร่างกฏหมายในการตั้งกรรมาธิการด้านการวิจัยกลาโหมแห่งชาติ (National Defense Research Committee, NDRC) เพราะเขาเห็นว่ามีช่องว่าในการประสานงานกันระหว่างงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์กับงานด้านกลาโหม แวนเนวาร์เห็นความสำคัญของการลดช่องว่างนี้เขาจึงได้เสนอร่างกฏหมายให้กับประธานาธิบดีรูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) เพื่ออนุมัติโดยตรง โดยรูสเวลต์ใช้เวลาเพียงสิบห้านาทีก่อนที่จะอนุมัติ
1941 แวนเนวาร์ไ้ดรับการแต่งตั้งจาก ปธน.รูสเวลต์ให้เป็นประธานของสำนักงานวิจัยและการพัฒนาวิทยาศาสตร์ (Office of Scientific Research and Development, OSRD) ซึ่งเงินทุนส่วนใหญ่แวนเนวาร์ใช้ไปในการสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอาวุธสงคราม 
ซึ่งผลงานของ OSRD ช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 อาทิ การผลักดันโครงการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ ในโครงการแมนฮัตตัน (Manhattan Project) 
1945 เขาเขียนบทความ As We May Think ลงในแม็กกาซีน The Atlantic Monthly ซึ่งเขาทำนายคาดการณ์ว่าในอนาคตจะ Memex มีอุปกรณ์ซึ่งช่วยเก็บข้อมูลขนาดเล็กที่เก็บหนังสือหลายพันเล่มเอาไว้ได้
1947 หลังสงครามโลก OSRD ก็ถูกยุบไป 
1955 แวนเนวาร์ออกจากตำแหน่งประธานของสถาบันคาร์เนกี้ และกลับไปทำงานที่เอ็มไอที

1974 28 มิถุนายน เสียชีวิต ในเบลมอนต์, แมสซาซูเซตส์ (Belmont) 

http://www.liverain.com/KillCopy.js

Jeremy England

เจเรมี อิงแลนด์ (Jeremy L. England)
dissipation-driven adaptation theory
เจเรมี เกิดในปี 1981 ในบอสตัน, แมสซาซูเซตส์ แม่ของเขามีเชื้อสายยิวจากโปแลนด์  เจเรมีเติบโตขึ้นมาในเมืองเล็กๆ ริมทะเลใกล้กับนิวแฮมป์เชียร์ (New Hampshire) 
2003 จบปริญญาตรีทางด้านชีวเคมีจากฮาร์วาร์ด (Harvard) หลังจากนั้นเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลับอ๊อกฟอร์ด (Oxford) 
2009 จบปริญญาเอกด้านฟิสิกจากสแตนฟอร์ด (Stanford) หลังจากนั้นได้ทุนวิจับของพรินตั้น (Princeton University) ไปทำการศึกษาวิจัยสองปี
2011 ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ฟิสิก ที่เอ็มไอที (Massachusetts Institute of Technology)

2013 เขาเสนอทฤษฏี dissipation-driven adaptation theory โดยได้จำลองทฤษฏีของเขาลงในคอมพิวเตอร์และส่งบทความตีพิมพ์ลงใน Proceedings of the National Academy of Sciences และ Physical Review Letters ซึ่งทฤษฏีของเขาบอกว่า กำเนิดของชีวิต (origin of life) นั้นเป็นผลซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ของอุณภูมิพลศาสตร์ (thermodynamics) ทฤษฏีนี้ชี้ว่าในสภาวะซึ่งเหมาะสมบางอย่าง อะตอมจะมีการเรียงตัวกันเองเป็นรูปเป็นร่างพร้อมๆ กับการเผาผลาญพลังงานและเพิ่มเอนโทรปี (entropy) ซึ่งเจเรมีมองว่ามันเป็นกระบวนการพื้นฐานในการสร้างโครงสร้างที่ซับซ้อนขึ้นมา รวมถึงสิ่งมีชีวิต

http://www.liverain.com/KillCopy.js

Dwight Eisenhower

ดไวท์ ไอเซ่นฮาวร์ (Dwight David Eisenhower)
ประธานาธิบดี คนที่ 34 ของสหรัฐฯ 
ไอเซ่นฮาวร์ เกิดวันที่ 14 ตุลาคม 1890 ในเดนิสัน, เท็กซัส (Denison, Texas) พ่อของเขาชื่อเดวิด (David Jacob Eisenhower) และแม่ชื่อไอด้า (Ida Elizabeth Stover) เดวิดกับไอด้าแต่งงานกันในปี 1885  ครอบครัวของไอด้าเป็นพวกเคร่งศาสนา แม่ของเขานับถือนิกายลูเธอรัน  
บรรพบุรุษฝ่ายพ่อของไอเซ่นฮาวร์ เป็นผู้อพยพมาจากเมืองคาร์ลสบรันน์ (Karlsbrunn)  ในเยอรมัน มาอยู่ในสหรัฐฯตั้งแคปี 1741 คำว่า “Eisenhuuer” หมายถึงคนงานในเหมืองเหล็ก  
ไอเซ่นฮาวร์เป็นลูกคนที่สามในพี่น้องผู้ชายเจ็ดคน ก่อนที่ไอเซ่นฮาวร์เกิด ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ใกล้กับรางรถไฟ และพ่อทำงานเป็นคนทำความสะอาดรถจักร
1891 ครอบครัวย้ายมาอยู่ที่เอบิลีน, แคนซัส (Abilene, Kansas)   พ่อของเขาก็มาทำงานในโรงงานผลิตครีมนม Belle Springs Creamery ของพี่เขย
1909 ไอเซ่นฮาวร์จบชั้นมัธยมจากโรงเรียนมัธยมเอบิลีน (Abilene High School)  หลังจากเรียนจบไอเซนฮาวน์ก็เข้าทำงานที่โรงงานผลิตครีมที่เดียวกับพ่อของเขา โดยเงินที่ได้รับเขาใช้ส่งให้น้องชายเอ็ดการ์ (Edgar) เรียนหนังสืออยู่สองปี และเมื่อครบสองปีเขากับน้องชายก็สลับหน้าที่กัน น้องชายทำงานและส่งเงินให้ไอเซ่นฮาวน์เรียน
1911 ไอเซ่นฮาวร์เข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหารเวสต์พอยต์ (West Point) ในนิวยอร์ค โดยระหว่างเรียนเขาเป็นนักกีฬาฟุตบอลของโรงเรียนแต่ภายหลังต้องเลิกเล่นไปเพราะบาดเจ็บที่หัวเขา
1915 จบการศึกษาจากเวสต์พอยต์  ซี่งระหว่างเรียนอยู่ที่นี่เขาฝึกเล่นไพ่บริดจ์ (contract bridge) ครั้งแรก และติดการเล่นบิดมาตลอดการใช้ชีวิตในอาชีพทหาร
หลังจากเรียนจบไอเซ่นฮาวร์ได้เป็นทหารอยู่ในกองทัพบก ซึ่งเขาย้ายประจำการอยู่หลายค่ายในรัฐเท็กซัสและจอร์เจีย เขาเคยอาสาจะไปประจำการณ์ในฟิลิปปินสต์แต่ว่าถูกปฏิเสธ
1916 1 กรกฏาคม , แต่งงานกับมาเมีย (Mamie Geneva Doud) พวกเขามีลูกด้วยกันสองคน พวกเขามีลูกด้วยกันสองคน เดาด์ (Doud Dawight “lcky” Eisenhower, 1917-1921) ซึ่งเสียชีวิตจากไข้ดำแดง (scarlet fever) ตั้งแต่ยังเล็ก  ส่วนคนที่สองชื่อจอห์น (John Eisenhower, 1922-2013) 
ไม่กี่เดือนหลังจากการแต่งงานของไฮเซ่นฮาวร์ สหรัฐฯ ก็ประกาศเข้าร่วมในสงครามโลก ครั้งที่ไอเซ่นฮาวร์ลองสมัครไปประจำการในต่างประเทศอีกครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธอีก 
1918 กุมภาพันธ์, ถูกส่งไปประจำในหน่วยวิศวกรรมที่ 65 (65th Engineers) ที่ค่ายเมียเด (Meade camp) ในแมรี่แลนด์ ซึ่งไม่นานหน่วยของเขาก็ถูกส่งไปฝรั่งเศส แต่ไอเซ่นฮาวส์ไม่ได้ถูกส่งไปเขาถูกย้ายไปอยู่หน่วยรถถังแทน ในแคมป์โคล์ต (Camp Colt) เพนน์ซิลวาเนีย (Gettysburg, Pennsylvania)  ซึ่งเขามีหน้าที่ในการฝึกทหารที่จะมาใช้รถถัง
1920 ได้รับการเลื่อนยศเป็นร้อยเอก
1922 ถูกส่งไปประจำการณ์บริเวณคลองปานามา (Panama canal) ซึ่งสหรัฐฯ เข้าไปยึดคลอง ไอเซ่นฮาวน์รับหน้าที่เป็นทหารประจำตัวของนายพลฟอกซ์ คอนเนอร์ (General Fox Conner) 
1924 ไอเซ่นฮาวน์ เข้าเรียนที่โรงเรียนทหาร the Command and General Staff School ในแคนซัส (Ft.Leavenworth, Kansas) ตามคำแนะนำของนายพลฟอกซ์
1926 จบการศึกษาจากโรงเรียนทหาร the Command and General Staff School
1927 เขารับหน้าที่ในการหาข้อมูลและทำรายงานให้กับแผนกสงคราม (War Department) ภายใต้การบังคับบัญชาของนายพลจอห์น เพิร์ชิ่ง (General John Pershing) ซึ่งเขาทำหน้าที่อยู่กว่าสองปี 
1933 เป็นทหารในสังกัดของแม็คอาร์เธอร์ (General Douglas McArthur)
1935 ติดตามแม็คอาร์เธอร์ไปทำงานในฟิลิปปินส์ ซึ่งในฟิลิปปินส์แม็คอาร์เธอร์ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ในการพัฒนากองทัพ ซึ่งในจุดนี้ทำให้ไอเซ่นฮาวน์และแม็คอาร์เธอร์มีความขัดแย้งกันทางความคิด เพราะว่าไอเซ่นฮาวน์เห็นว่าสหรัฐฯ ควรจะทุ่มเทในการปรับปรุงทหารและกองทัพของตนเองให้เหนือกว่า มากกว่า
1936 ได้เลื่อนยศเป็นพันโท
1937 เร่ิมฝึกการขับเครื่องบิน จนสามารถได้รับใบอนุญาติเป็นนักบินในปี 1939 
1939 ปีนี้ไอเซ่นฮาวน์ได้รับข้อเสนอให้เป็นหัวหน้าตำรวจประจำเมืองกูซอน (Quezon) ซึ่งฟิลิปปินส์วางแผนจะให้เป็นเมืองหลวงใหม่ แต่ว่าเขาปฏิเสธและปลายปีได้เดินทางกลับมายังสหรัฐฯ และไปประจำอยู่ที่ฐานทัพเลวิส (Fort Lewis) ในวอชิงตัน 
1941 มิถุนายน, เป็นผู้บัญชาการกองทัพที่ 3 (Third Army) ที่ฐานทัพแซม ฮูสตัน (Fort Sam Houston) ในซาน แอนโตนิโอ, เท็กซัส
ตุลาคม, เลื่อนยศเป็นพลตรี 
7 ธันวาคม, ญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือที่อ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor, Hawaii) ทำให้สหรัฐฯ ประกาศเข้าร่วมในสงครามโลก ครั้งที่ 2
ช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 เขาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางทหาร (General Staff) อยู่ในวอชิงตัน โดยรับผิดชอบในการวางแผนในการทำสงคราม
1942 ไอเซนฮาวน์ถูกเรียกกลับมาสหรัฐฯเพื่อเป็นทีมที่ปรึกษาให้กับนายพลมาร์แชลล์ (General George Marshall) 
ไอเซนฮาวน์ยังทำหน้าที่บัญชาการกองทัพพันธมิตรในอัฟริกาเหนือ, อิตาลีและซิสิลี
ธันวาคม, ได้ยศเป็นพลเอก 
1943 หลังจากการประชุมเตหะราน (Tehran conference) ไอเซนฮาวน์ได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการของกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร
1944 6 มิถุนายน, กองทัพสัมพันธมิตรยกพลขี้นบกที่นอร์มันดี 
ธันวาคม, ไอเซ่นฮาวน์ได้ยศเป็นนายพลห้าดาว 
1945 หลังจากเยอรมันพ่ายแพ้ในสงครามโลก ไอเซ่นฮาวน์รับหน้าที่ในการดูแลทางทหารในดินแดนที่สหรัฐฯ ยึดครองไว้  
1948 หลังสงครามโลก ไอเซ่นฮาวน์ได้รับตำแหน่งประธานของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) ซึ่งระหว่างที่อยู่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ไอเซ่นฮาวน์ก็เริ่มสนใจการวาดรูปสีน้ำมัน และการวาดรูปกลายเป็นงานอดิเรกที่เขาชอบ
เข้าร่วมเป็นสมาชิกของออกัสต้ากอล์ฟคลับ (Augusta National Golf Club) ซึ่งกอล์ฟเป็นกีฬาโปรดของเขา 
เขียนหนังสือ Crusade in Europe
1951 ออกจากตำแหน่งประธานของ .​โคลัมเบีย เพื่อมารับตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดของนาโต้ (Supreme Commander of NATO) 
1952 สมัครลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯในนามพรรครีพับพลิกัน โดยระหว่างการรณรงค์หาเสียง เขาใช้สโลแกนI Like Ike
พฤศจิกายน, ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี 
1953 เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี คนที่ 34 ของสหรัฐฯ
5 มีนาคม, สตาลิน (Joseph Stalin) เสียชีวิต
16 เมษายน, ไอเซ่นฮาวน์กล่าวสุนทรพจน์ Chance for Peace Speech เรียกร้องสันติภาพ และลดการแข่งขันทางการทหาร
ซึ่งผลงานแรกๆ ของเขาคือประสบความสำเร็จในการเจรจาเพื่อยุติสงครามเกาหลี (Korean War) การลดความตึงเครียดในสงครามเย็น ด้วยการใช้นโยบายนิวเคลียร์เพื่อสันติภาพ (Atoms for Peace) เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้นิวเคลียร์เพื่อผลิตพลังงานแทนการใช้เป็นอาวุธ   
เขายังโจมตีพวกลัทธิแม็คคาธีลิซึ่ม (McCarthyism)
1954 New Look policy มีนโยบายในการจำกัดการใช้จ่ายทางการทหาร
ผลักดันให้มีการตั้งองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO)
1955 กันยายน, เกิดอาการหัวใจวายระหว่างอยู่ในเดนเวอร์, โคโลราโด (Denver, Colorado) และต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลเจ็ดสัปดาห์ ก่อนที่หายและลงสมัครเป็นประธานสมัยที่
1956 ตุลาคม, เกิดสงครามไซนาย (Sinai War) หรือสงครามอาหรับอิสราเอล ครั้งที่ 2 (2nd Arab-Israeli War) เพราะอิสราเอลบุกคาบสมุทราไซนายเพื่อหวังยึดครองคลองซุเอซ 
ชนะการเลือกตั้งสมัยที่สอง 
1957 เกิดวิกฤตซีเรีย (Syrian Crisis 1957)
ก่อตั้งองค์การนาซ่า (NASA) หลังจากสหภาพโซเวียตส่งดาวเทียมสปุตนิก (Sputnik) ดาวเทียมดวงแรกของโลกสำเร็จ
1958 กรกฏาคม, เกิดวิกฤตเลบานอน (Lebanon crisis)
กรกฏาคม, ลงนามกฏหมาย Alaska Statehood Act ตั้งให้อลาสก้าเป็นรัฐ
1959 18 มีนาคม, ลงนามกฏหมาย Hawaii Admission Act ตั้งฮาวายเป็นรัฐที่ 50
1961 17 มกราคม, พ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี โดยในวันสุดท้ายนี้ได้มีการถ่ายทอดสดการอำลาตำแหน่งของไอเซ่นฮาวน์ผ่านโทรทัศน์ โดยในการอำลาตำแหน่งนี้ไอเซ่นฮาวน์ได้กล่าวเตือนถึงอันตรายของอุตสาหกรรมทหาร (military-industrial complex) การใช้จ่ายทางทหารของรัฐบาลทางทหาร การถูกครอบงำจากคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบาย 
17 เมษายน, สหรัฐฯ บุกคิวบา (Bay of Pigs invasion) ไอเซ่นฮาวร์ อนุมัติแผนการบุกคิวบาของซีไอเอ แต่ว่าเขาพ้นอำนาจก่อนที่เริ่มปฏิบัติการ ซึ่งเมื่อเคนเนดี้ (Joseph F. Kennedy) ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี เขาก็ปฏิบัติตามแผนการนี้ต่อ
หลังพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี หลังจากนั้นเขากลับไปทำฟาร์มในเกตตี้เบิร์ก (Gettysburg) 
1968 ล้มป่วยด้วยอาการหัวใจวายถึงสี่ครั้ง และถูกนำตัวส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลวอลเตอร์ รีด (Water Reed hospital)

1969 28 พฤษภาคม, เสียชีวิตที่โรงพยาบาลวอลเตอร์ รีด 

http://www.liverain.com/KillCopy.js

Daniel Dennett

แดเนียล เดนเน็ตต์ ที่ 3 (Daniel Clement Dennett III)
เดนเน็ตต์ เกิดวันที่ 28 มีนาคม 1942 ในบอสตัน, แมสซาซูเซตต์ พ่อของเขาชื่อแดเนียล (Daniel Clement Dennett, Jr.) และแม่ชื่อรูท (Ruth Leck)
เดนเน็ตต์ ใช้ชีวิตในวัยเด็กในเลบานอน เพราะว่าช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 พ่อของเขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยต่อต้านการจารกรรม ของหน่วย OSS (Office of Strategic Services ภายหลังคือ CIA) 
เมื่อเดนเน็ตต์อายุได้ 5 ขวบ พ่อของเขาประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก แม่จึงพาเขากลับมาอยู่ที่แมสซาซูเซตต์ 
1959 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากสถาบันอีซีเตอร์ (Philips Exeter Academy) หลังจากนั้นได้มาเรียนที่มหาวิทยาลัยเวสเลยัน (Wesleyan University) อยู่หนึ่งปี
1961 ย้ายมาเรียนที่ฮาร์วาร์ด (Harvard University)
1962 จบปริญญาตรีสาขาปรัชญาจากฮาร์วาร์ด หลังจากนั้นได้ไปศึกษาต่อที่อ๊อกฟอร์ด (University of Oxford) 
แต่งงานกับซูซาน (Susan Bell) พวกเขามีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน
1965 จบปริญญาเอกด้านปรัญชาจากอ็อกฟอร์ด โดยกิลเบิร์ต ไรล์ (Gilbert Ryle) เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในการทำงานวิทยานิพนธ์เรื่อง “The Mind and the Brain: Introspective Description in the Light of Neurological Findings; Intentionality” 
หลังเรียนจบได้เริ่มสอนหนังสือที่ ยู.ซี. เออร์วีน (U.C. Irvine) 
1971 ย้ายมาสอนที่ตูฟส์ (Tufts University) ซึ่งเขายังสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้จนปัจจุบัน
1985 ร่วมก่อตั้ง Curricular Software Studio ขึ้นที่ .ตูฟส์
1987 ได้เป็นสมาชิกของ American Academy of Arts and Sciences
2001 ได้รับรางวัล Jean Nicole Prize
2014 ซื้อที่ดินผืนหนึ่งบนเกาะเมน เพื่อทำสวนเล็กๆ และใช้เวลาในการทำวิจัย
ผลงานเขียน

  • From Bacteria to Bach and Back, 2017
  • Caught in the Pulpit, 2013
  • Intuition Pumps and Other Tools for Thinking, 2013
  • Breaking the Spell, 2006
  • Sweet Dream, 2005
  • Freedom Evolves, 2003
  • Brainchildren, 1984-1996
  • Kinds of Minds, 1996
  • Darwin’s Dangerous Idea, 1995
  • Brainstorms, 1978
  • Content and Consciousness

http://www.liverain.com/KillCopy.js

Dmitry Medvedev

ดมิทรี เมดเวเดฟ (Дмитрий Анатольевич Медведев) 
เมดเวเดฟ เกิดวันที่ 14 กันยายน 1965 ในเลนินกราด, สหภาพโซเวียต พ่อชื่ออนาโตลี (Anatoly Afanasyevich Medvedev, 1926-2004) เป็นวิศวะกรเคมีสอนหนังสืออยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีเลนินกราด (Leningrad State Institute of Technology) แม่ชื่อยูเลีย (Yulia Veniaminova Shaposhnikova) เป็นอาจารย์สอนภาษารัสเซียที่มหาวิทยาลัยเฮอร์เซ่น (Herzen State Pedagogical University) เมดเวเดฟเป็นลูกเพียคนเดียวของครอบครัว 
เมดเวเดฟ ใช้ชีวิตวัยเด็กในอพาร์ตเมนต์ในเขตคุปชิโน่ (Kupchino) ของเลนินกราด เขาเริ่มเข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนหมายเลข 305 
1982 เข้าเรียนนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเลนินกราด (Leningrad State University) ซึ่งช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยเขาเป็นนักกีฬาพายเรือและยกน้ำหนัก นอกจากนั้นยังมีความสนใจดนตรีร๊อคของอังกฤษ ซึ่งเขาชอบวง Led Zeppelin, Deep Purple, Black Sabbath 
1987 จบปริญญาตรี ด้านนิติศาสตร์ 
1988 เข้าพิธีแบ๊พติซเป็นรัสเซียออโธด๊อกซ์
1990 จบปริญญาเอกนิติศาสตร์จาก .เลนินกราด โดยได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “Problems of Implementation of Civil Juridical Personality of State Enterprise”
หลังเรียนจบเมดเวเดฟได้รับตำแหน่งรองศาสตราจารย์สอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ในวิชากฏหมายพลเมืองและกฏหมายโรมัน ขณะเดียวกับก็รับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาให้กับอนาโตลี ซอฟแช็ก (Anatoly Sobchak) ผู้ว่าการเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเขายังเป็นที่ปรึกษากฏหมายให้กับคณะกรรมการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิรก์ ซึ่งขณะนั้นปูติน (Vladimir Putin) เป็นประธานของคณะกรรมการชุดนี้ 
1993 เป็นผู้อำนวยการฝ่ายกฏหมายให้กับบริษัท ILP (Ilim Pulp Enterprise) บริษัททำไม้ ซึ่งกำลังเร่งขยายกิจการ จนภายหลังกลายเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตไม้รายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของรัสเซีย เมดเวเดฟได้รับหุ้นราว 20% ของบริษัท เขาถือหุ้นจนกระทั้งปี 1999 ก็ได้ขายหุ้นออกไปเมื่อรับตำแหน่งในรัฐบาล
แต่งงานกับสเวตลาน่า (Svetlana Vladimirovna Linnik) มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคนชื่ออิลย่า (Ilya, b.1995) 
1994 ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาทางด้านกฏหมาย บัลฟอร์ต (Balfort consulting firm) 
1998 รับตำแหน่งประธานของบริษัททำไม้  Bratsky Forestry Complex
1999 สิงหาคม, เยลต์ซิน (Boris Yeltsin) แต่งตั้งปูตินให้เป็นนายกรัฐมนตรี ปูตินจึงชวนเมดเวเดฟมาทำทงานที่ส่วนกลาง เมดเวเดฟจึงลาออกจากงานสอนหนังสือ และมารับตำแหน่งรองหัวหน้าฝ่ายเจ้าหน้าที่ของฝ่ายบริหารกิจการรัฐบาล (Deputy Chief of Staff of the Government Executive Office) 
ไม่นานได้ย้ายมาอยู่ในตำแหน่งรองหัวหน้าฝ่ายเจ้าหน้าที่ของฝ่ายบริหารกิจการประธานาธิบดี (Deputy Chief of Staff of the Presidential Executive Office)
2000 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการของกาซพรอม (Gazprom) ซึ่งเมดเวเดฟมีผลงานในการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารของกาซพรอม แก้ไขปัญญาการคอร์รัปชั่นและการหลีกเลี่ยงภาษีของบริษัท
2001 ได้ตำแหน่งรองประธานกรรมการของก๊าซพรอม
2002 รับตำแหน่งประธานกรรมการของก๊าซพรอม อีกครั้ง
2003 ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าฝ่ายเจ้าหน้าที่ของฝ่ายบริหารกิจการประธานาธิบดี
2005 พฤศจิกายน, รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่ง
2006 มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของโรงเรียนบริหารธุรกิจสโกลโกโว่ (Skolkovo School of Management) 
2008 2 มีนาคม, ชนะการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุน 71.25%
7 พฤษภาคม, รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งเป็นคนที่ 3 ของประเทศ  โดยวันถัดมาได้แต่งตั้งให้ปูตินเป็นนายกรัฐมนตรี 
19 พฤษภาคม, ออกกฏหมายต่อต้านคอร์รัปชั่น และตั้งคณะกรรมการปราบปรามการทุจริต
8 สิงหาคม, เกิดสงครามจอร์เจีย เมื่อจอร์เจียส่งทหารบุก ออสเซเทียใต้ (South Ossetia)และอับคาเซีย (Abkhazia) ในแผนปฏิบัติการ “Operation Clear Field”  ทำให้ทหารรักษาสันติภาพของรัสเซ๊ยในออสเซเทียใต้และอับคาเซียเสียชีวิต เมดเวเดฟจึงได้สั่งให้ตอบโต้จอร์เจีย ด้วยแผน “Operaton force Georgia into peace” 
12 สิงหาคม,​ สงครามจอร์เจียยุติ
26 สิงหาคม, รัสเซียรับรองสถานะของออสเซเทียใต้และอับคาเซียให้มีสถานะเป็นชาติอธิปไตย
2009 รัสเซียได้รับผลกระทบจากวิกฤตซับไพร์ม (U.S. subprime mortgage crisis) ที่เร่ิมในสหรัฐฯ ทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ติดลบกว่า 8%  แต่ว่าเมดเวเดฟรับมือเศรษฐกิจตกต่ำด้วยการดำเนินนโยบายปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย (modernization program) และการจายสัดส่วนในภาคเศรษฐกิจ (diversified economy) เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลักอย่างในอดีต 
12 พฤศจิกายน, ประกาศตั้งเขตอุตสหากรรมไฮเทคสโกลโกโว่ (Skolkovo Innovation Center, sk.ru)
2012 7 พฤษภาคม, ปูติน รับตำแหน่งประธานาธิบดี

8 พฤษภาคม, รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

http://www.liverain.com/KillCopy.js