Xi Jinping

สี จิ้นผิง (习近平)
จิ้นผิง เกิดวันที่ 15 มิถุนายน 1953 ในกรุงปักกิ่ง พ่อของเขาชื่อสี จ้งชิน (习仲勋, Xi Zhongxun, 1913-) เป็นอดีตทหารคอมมิวนิสต์ และเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงภายในพรรคคอมมิวนิสตต์ แม่ของเขาชื่อคี ซิน (Qi Xin) 
สี จ้งชิน ภูมิลำเนาบ้านเกิดอยู่ในฟูปิน, มณฑลชานสี (Fupin, Shaanxi province) เป็นคนจีนเชื้อสายฮั่น 
ชื่อจิ้นผิง แปลว่า ผู้สร้างสันติภาพ (peacemaker)  ,  จิ้นผิง ยังมีน้องชายชื่อ สี หยวนผิง (习远平, Xi Yuanping) และมีรายงานว่าเขามีพี่น้องผู้หญิงด้วย
เพราะว่าพ่อของเขามีตำแหน่งสูงภายในพรรค สี จิ้นผิง จึงได้รับการเปรียบเทียบว่าโตมาประหนึ่งเป็นเจ้าชาย
1960 เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมบายี (Beijing Bayi middle school) 
1963 พ่อของเขาขณะนั้นอยู่ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฯ ถูกขับออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ ข้อหาต่อต้านการปฏิวัติ และถูกส่งไปทำงานในโรงงานในเมืองลั่วหยาง (Luoyang, Henan) 
ช่วงมัธยมปลาย จิ้นผิงเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมปักกิ่ง 101 (www.beijing101.com)
1966 ช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) พ่อของเขาถูกกักบริเวณเอาไว้แต่ภายในบ้าน
1968 พ่อของเขาถูกจับขังคุก ในขณะที่จิ้นผิง ถูกส่งไปรับการศึกษาใหม่ (re-education ) โดยถูกบังคับใช้แรงงานในหมู่บ้านเหลียงเจียฮี, ชานซี  (Liangjiahe, Shaanxi) เขาไม่ได้พบกับพ่ออีกหลายปีจนกระทั้ง 1972 จิ้นผิงเวลานี้เขาต้องออกไปทำงานในแปลงเกษตรกรรมและกลับมานอนอยู่ภายในถ้ำ
1971 เข้าเป็นสมาชิกของยุวสันนิบาตคอมมิวนิสต์ (Communist Youth League of China) และเขายังพยายามจะสมัครเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อีกกว่า 10 หน แต่ว่าถูกปฏิเสธ
1974 ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ แม้ว่าพ่อของจะถูกจำคุกอยู่
1975 เข้าเรียนวิศวกรรรมเคมี ที่มหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) ในปักกิ่ง
1979 จบการศึกษา , ไม่นานหลังจากนี้พ่อเขาก็ได้พ้นโทษ และกลับเข้าเป็นเลขาธิการของพรรคฯ ในกวงตง (Guangdong) 
จิ้นผิงได้ไปทำงานเป็นผู้ช่วยให้กับนายผลเกิง เก๊า (耿飚, Geng Biao) ซึ่งเคยเป็นลูกน้องของพ่อเขา ซึ่งขณะนี้เกง เบ๋า มีตำแหน่งเป็นเลขาธิการกรรมมาธิการทางการทหารของพรรคฯ (secretary-general of the Central Military Commission)
แต่งงานกับเค่อ หลิงหลิง (柯玲玲, Ke Linglingลูกสาวของเค่อ ฮัว (Ke Hua) ทูตจีนประจำอังกฤษ
1982 หย่ากับคี หลิงหลิง เพราะว่าหลิงหลิงอยากจะย้ายไปอยู่ในอังกฤษแต่ว่าจิ้นผิงปฏิเสธ
ได้เป็นรองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ในมณฑลเหเบ่ย (Hebei province)
พ่อของจิ้นผิง ได้กลับเข้าเป็นสมาชิกของคณะกรรมการกลางพรรคฯ (CPC Central Committee) วาระปี 1982-1985 และได้เป็นโพลิตบุโร ช่วงปี 1982-1987
1983 ได้ตำแหน่งเลขาธิการพรรคในเฉิงติง (Zhengding)
1985 ได้เป็นรองผู้ว่าของเซียะเหมิน (Xiamen, Fujian province) เซียะเหมินขณะนั้นถูกตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ และอยู่ตรงข้ามกับไต้หวัน  จิ้งผิงพยายามดึงดูดนักลงทุนจากไต้หวันให้เข้ามาลงทุนในฟูเจี้ยน และทุ่มเทให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของมณฑล
จิ้นผิงยังได้เป็นหนึ่งในคณะทูตขอจีนที่เดินทางไปดูงานด้านเกษตรกรรมในสหรัฐฯ 
1987 1 กันยายน, แต่งงานกับหง ลี่ยวน (彭丽媛, Peng Liyuan) นักร้องโอเปร่า ที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งของจีน พวกเขามีลูกสาวด้วยกันคนหนึ่งชื่อสี หมิงเซ๋อ (习明泽, Xi Mingze, b.27.6.1992) ชื่องหมิงซี แปลว่า มีชีวิตที่สงบสุขและมีประโยชน์ต่อสังคมหมิงเซ๋อ จบปริญญาตรีด้านภาษาจากหมาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) และมีข่าวลือว่าเธอเข้าเรียนปริญญาเอกที่ฮาร์วาร์ด (Harvard University) 
1988 ได้ตำแหน่งเลขาธิการพรรคฯ มณฑลฟูเจี้ยน
1998 เข้าเรียนระดับปริญญาเอกในสาขาปรัชญามาร์กซิสต์ ที่มหาวิทยาลัยชิงหัว
1999 ได้รับตำแหน่งเป็นผู้ว่าการของมณฑลฟู่เจียน (Fujian) จนกระทั่ง 2002 
2000 (Yuanhua scandal) เกิดคดีการคอร์รัปชั่นของไหล ชางชิง (Lai Changxing) ประธานกลุ่มหยวนหัว (Yuanhua Group) ซึ่งบริษัทตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจเซียะเหมิน  บริษัทนี้ทำธุรกิจนำเข้าสินค้าต่างประเทศอย่างรถยนต์, โทรทัศน์  ซึ่งมีสัดส่วนนำเข้าสินค้า 1/6 ของการนำเข้าสินค้าต่างประเทศทั้งหมดของจีน ซึ่งเมื่อทางการพบว่าเขาคอร์รัปชั่น ไหลก็หนีออกจากจีนไปจนกระทั้งไปอาศัยอยู่ในแคนนาดา ก่อนจะถูกส่งตัวกลับมาในปี 2011 และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในปีต่อมา 
จิ้นผิง ถูกเรียกตัวไปปักกิ่งในปี 2000 นี้เพื่อชี้แจ้งเกี่ยววกับการคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นต่อโพลิตบุโรของพรรคในกรุงปักกิ่ง
2002 สำเร็จการศึกษาโดยได้ปริญญาเอกด้านกฏหมาย
จิ้นผิงออกจากตำแหน่งในฟูเจี้ยนและย้ายไปทำงานในเจ้อเจียง (Zhejiang) ซึ่งระหว่างที่เขาทำงานที่เมืองนี้ เศรษฐกิจของมณฑลขยายตัวปีละกว่า 14% และเขายังจริงจังกับการปราบปรามการคอร์รัปชั่นทำให้จิ้นผิงมีชื่อเสียงขึ้นสื่อระดับประเทศ จนได้รับความสนใจจากผู้นำระดับสูงของชาติ
ต่อมาจิ้นผิงได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกถาวรของคณะกรรมการพรรค (16th Central Committee)
2007 จิ้นผิงถูกย้ายมาทำงานในชางไห่ (Shanghai) โดยได้ตำแหน่งเลขาธิการพรรคฯ ประจำมณฑลนี้
ตุลาคม, (17th Party Congress)  ในการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 17 จิ้นผิงได้รับเลือกให้เป็นสแตนดิ้งคอมมิตตี้ (Politburo Standing Committee) ซึ่งเท่ากับเป็นการวางตัวเขาให้เป็นผู้นำประเทศคนต่อไปของจีนต่อจากหู จินเทา (Hu Jintao)
2008 มีนาคม, (11th National People’s Congress) การประชุมใหญ่สภาประชาชนแห่งชาติ ครั้งที่ 11 จิ้นผิงได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดีของสาธารณรัฐประชาชนจีน
2010 ได้รับตำแหน่งรองประธานาธิบดี ในสมัยของประธานาธิบดีหู จินเทา (Hu Jintao)
2012 14 มีนาคม, (12th National People’s Congress) การประชุมใหญ่สภาประชาชนแห่งชาติ ครั้งที่ 12 เลือกจิ้นผิง ให้รับตำแหน่งประธานาธิบดีของจีน 
12 พฤศจิกายน, ที่ประชุมคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ ได้เลือกเขาเป็นเลขาธิการทั่วไปของพรรค (General Secretary of the Communist Party) 
2013 จิ้นผิง ประกาศนโยบายการปฏิรูป Comprehensive deepening reforms () ซึ่งมีการใช้นโยบายการตลาดที่มากขึ้น มีการปฏิรูปโครงสร้างรัฐวิสาหกิจและลดบทบาทของรัฐในการทำหน้าที่กระจายทุน, มีการยกเลิกนโยบายลูกคนเดียว (one-child policy, ซึ่งยกเลิกอย่างเป็นทางการในปี 2016) มีการยกเลิกการลงโทษการ Re-education (laojiao system) ซึ่งเป็นการบังคับใช้แรงงาน
โปรโมทนโยบาย China Dream เป็นนโยบายหาเสียงช่วงแรกๆ ซึ่ง China Dream บอกเป้าหมายคือความสุขของประชาชนจีนทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งความสุขจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประเทศมั่งคั่ง เจริญเติบโต และมีสันติภา
2016 One Belt, One Road จิ้นผิงมีแนวคิดเกี่ยวกับโครงการ OBOR นี้มาตั้งแต่ปี 2013 โดยเป็นโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะด้านการคมนาคมขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมจีนไปยังยุโรป, แอฟริกา, และเอเชีย ทั้งทางบกและทางทะเล

2017 Xi Jinping Thought (Xi Jinping Thought on Socialism with Chinese Characteristics for a New Era) เป็นเหมือนแนวอุดมการณ์ใหม่ให้กับประเทศจีน ซึ่งจิ้นผิงเป็นผู้วางแนวคิด ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน อุดมการณ์สังคมนิยม และอนาคตของจีน โดยเขายังคงเน้นให้พรรคคอมมิวนิสต์เป็นหลักของประเทศ โดยมีประชาชนเป็นศุนย์กลาง ยึดการพัฒนาประเทศโดยวิทยาศาตร์

http://www.liverain.com/KillCopy.js

Leave a Reply