Andrew Yao

แอนดริว เหยา (姚期智, Andrew Chi-Chih Yao)
Turing Award 2000
แอนดริว เกิดวันที่ 24 ธันวาคม 1946 ในชางไห่, จีน (Shanghai, China) 
ต่อมาครอบครัวของเขาย้ายมาอยู่ในฮ่องกง ก่อนที่ภายหลังจะย้ายมาอยู่ไต้หวัน
1967 จบปริญญาตรีสาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยไต้หวัน (National Taiwan University) 
1972 จบปริญญาเอกด้านฟิสกส์จากฮาร์วาร์ด (Harvard University) โดยมีเชลดอน กลาโชซ์ (Sheldon Glashow) นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล 1979 เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
1975 จบปริญญาเอกใบที่สองด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ (University of Illinois , Urbana-Champaign)  โดยได้เขียนวิทยานิพนธ์เรื่อง A Study of Concrete Computational Complexity โดยมีศาสตราจารย์  เหลียว ชง หลาง  (Chung Laing Liu, 劉炯朗
หลังจบการศึกษาได้รับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ในคณะคณิตศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแมสซาซูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology) 
1976 ได้มาทำงานที่คณะวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ของสแตนฟอร์ด (Stanford University) ในตำแหน่งผู้ช่วยศาสตร์ ซึ่งระหว่างอยู่ที่นี้เขามีผลงานเกี่ยวกับทฤษฏีอัลกอริทึ่มพื้นฐานอออกมาหลายชิ้น อาทิ Yao’s min-max principle (Probabilistic computations : toward a unified measure of complexity) 
1978 เขาเขียนรายงานเรื่องShould tables be sortedซึ่งเป็นทฤษฏีเกี่ยวกับโครงสร้างข้อมูล (data structures)  ซึ่งมีโมเดลของข้อมูล แบบ cell-probe model 
1979 เขียน Some complexity questions related to distributive computing ซึ่งเป็นการแนะนำทฤษฏี Theory of Communication complexity 
1981 รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่เบิร์กเลย์ (University of California, Berkeley) 
มีผลงานเขียนร่วมกับแดนนี่ โดเลฟ (Danny Dolev) เรื่องOn the security of public-key protocols”  ซึ่งพวกเขาร่วมกันออกแบบโปรโตคอล (security protocols) ที่เรียกว่า Dolev-Yao model
1982 ย้ายกลับมารับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่สแตนฟอร์ด 
เขียน Theory and applications of trapdoor functions ที่เป็นทฤษฏีบุกเบิกเกี่ยวกับการเข้ารหัสแบบกุญแจอสมมาตร (public-key cryptography) , Yao’s test (next-bit test)
เขียน Protocols for secure computations ที่แนะนำปัญหา Millionaires’ Problem ที่มีชื่อเสียง 
ทำวารสาร Journal of Algorithms 
1986 รับตำแหน่งศาสตราจารย์วิลเลี่ยมเอ็ดน่า มาคาเลียร์ (William and Edna Macaleer Professor) ที่คณะวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ประยุกต์ของมหาวิทยาลัยพรินตั้น (Princeton University) 
เขียน How to generate and exchange secrets
1993 เขียน Quantum circuit complexity
1998 ได้เป็นสมาชิกของ US Academy of Sciences
2000 ได้รับรางวัล Turing Award จาก การพัฒนาทฤษฏีการคำนวณพื้นฐาน ที่เกี่ยวข้องกับทฤษฏีการสุ่มตัวเลข, การเข้ารหัส, และการสื่อสาร ( “in recognition of his fundamental contributions to the theory of computation, including the complexity-based theory of pseudorandom number generation, cryptography, and communication complexity“ )
2004 รับตำแหน่งศาสตร์จารย์ที่สถาบันการศึกษาขั้นสูง (Center for Adavnced Study), และรับตำแหน่งผู้อำนวยการของสถาบันทฤษฏีวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Institute for Theoretical Computer Sciences) 
มหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) 
2005 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ (Distinquished Professor-at-Large) จากมหาวิทยาลัยจีน . ฮ่องกง (Chinese University of Hong Kong) 
2010 เป็นอธิการบดีของสถาบันวิทยาศาสตร์สารสนเทศ (Institute for Interdisciplinary Information Sciences) .ชิงหัว
2015 สละสัญชาติอเมริกัน เพื่อที่จะได้เป็นสมาชิกของสถาบันวิทยาศาสตร์จีน (Chinese Academy of Sciences) 

ภรรยาของแอนดริวคือศาสตราจารย์ฟรานเซส (Frances Yao, 储枫) เป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์และคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเช่นกัน

http://www.liverain.com/KillCopy.js

Vannevar Bush

แวนเนวาร์ บุช (Vannevar Bush) 
ผู้ก่อตั้ง Raytheon
แวนเนวาร์ เกิดวันที่ 11 มีนาคม 1890 ในอีเวเร็ตต์, แมสซาซูเซตส์ (Everett, Massachusetts) พ่อของเขาชื่อเพอร์รี่ (Perry Bush) เป็นพาสเตอร์อยู่ในโรงเรียนคริสต์ แม่ชื่อเอ็มม่า (Emma Paine) แวนเนวาร์เป็นลูกคนที่สามของบ้าน เขาพี่มีสาวสองคนชื่ออีดิท (Edith) และเรบ่า (Reba) 
1892 ครอบครัวย้ายบ้ายมาอยู่ในเชลซี (Chelsea, Massachusetts) 
1909 แวนเนวาร์ จบมัธยมปลายจากโรงเรียนมัธยมเชลซี (Chelsea High School) หลังจากนั้นเขาเข้าเรียนที่วิทยาลัยตุฟต์ (Tufts College) ซึ่งเป็นที่เดียวกับที่พ่อของเขาจบมา ระหว่างเรียนแวนเนวาร์เป็นนักกีฬาฟุตบอล เป็นรองประธานนักศึกษาปีสอง และเป็นสมาชิกของกลุ่มภราดร Alpha Tua Omega 
1913 แวนเนวาร์ จบปริญญาตรีและโทที่ตุฟต์ สาขาวิทยาศาสตร์ โดยเขาทำวิทยานิพนธ์ตอนจบปริญญาโท โดยสร้างอุปกรณ์ที่เรียกว่า “profile tracer” ซึ่งเขาจดสิทธิบัตรเอาไว้ด้วย เครื่องมือดังกล่าวเป็นเหมือนอุปกรณ์ช่วยเหลือในการรังวัดภูมิประเทศ
หลังจากเรียนจบเขาก็เข้าทำงานกับจีอี (General Electric) ในนิวยอร์ค โดยเริ่มเป็นพนักงานฝึกหัด หลังจากนั้นก็ได้ย้ายไปทำงานในโรงงานในแมสซาซูเซตส์ของจีอีในงานเกี่ยวกับการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังสูง
1914 หลังจากโรงงานของจีอีเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้ แวนเนวาร์ก็เปลี่ยนงานไปสอนหนังสือที่ตุฟต์ ในวิชาคณิตศาสตร์
1915 ช่วงซัมเมอร์เขาทำงานพิเศษที่อู่ต่อเรือของกองทัพในบรู๊คลิน
สมัครเข้าเรียนต่อวิศวกรรมไฟฟ้าที่เอ็มไอที (Massachusetts Institute of Technology)
1916 จบปริญญาเอกโดยได้วุฒิจากเอ็มไอทีและฮาร์วาร์ด (Harvard) ร่วมกัน โดยทำวิทยานิพนธ์หัวข้อ Oscillating-Current Circuits : An Extension of the Theory of Generalized Angular Velocities, with Applications to the Coupled Circuit and the Artificial Transmission Line
สิงหาคม, แต่งงานกับเฟียบี (Phoebe)  พวกเขามีลูกด้วยกันสองคนชื่อริชาร์ด (Richard Davis Bush) และจอห์น (John Hathaway Bush) 
หลังจากนั้นเขาก็กลับไปทำงานที่ตุฟต์ และระหว่างนี้ก็ถูกจ้างไปทำงานในห้องแล๊ปของ American Radio and REsearch Corporation (AMRAD) ซึ่งใช้พื้นที่ภายในตุฟต์ออกอากาศเพลงผ่านคลื่นวิทยุ 
1917 เมื่อสหรัฐฯ เข้าร่วมในสงครามโลก ครั้งที่ 1 แวนเนวาร์ก็เข้าไปทำงานกับสภาวิจัยแห่งชาติ (National Research Council)  ซึ่งเขาพยายามพัฒนาอุปกรณ์ในการตรวจจับเรือดำน้ำด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
1919 ออกจากตุฟต์ แล้วมาทำงานที่คณะวิศวกรรมไฟฟ้าของเอ็มไอที แต่ว่าเขายังทำงานให้กับ AMRAD เหมือนเดิม ซึ่งเมื่อสิ้นสุดสงครามโลก AMRAD ถูกยกเลิกโครงการหลายอย่างที่เคยได้รับจากรัฐบาล แวนเนวาร์จึงพยายามช่วยเหลือ โดยการพัฒนาเทอร์โมสเตติคสวิตช์ (thermostatic switch) ที่ประดิษฐ์โดยอัล สเปนเซอร์ (AI Spencer) แต่ว่า AMRAD ไม่สนใจที่จะผลิตสวิตช์ที่เขาประดิษฐ์   แต่ว่าแวนเนวาร์ได้รับการสนับสนุนจากลอเรนซ์ มาร์แชลล์ (Laurence K. Marshall) และริชาร์ด อัลดริช (Richard S. Aldrich) ในการสร้างบริษัท Spencer Thermostate Company เพื่อผลิตสวิตช์ดังกล่วา โดยจ้างแวนเนวาร์เป็นที่ปรึกษา ซึ่งไม่นานบริษัทก็สามารถขายสินค้าดังกล่าวได้กว่าล้านเหรียญ 
1922 7 กรกฏาคม, แวนเนวาร์และมาร์แชลล์ ร่วมกับชาร์ลี สมิธ (Charles G. Smith) นักฟิสิกส์  ตั้งบริษัท American Appliance Company เพื่อผลิต S-tube อุปกรณ์ที่สมิธสร้างขึ้น อุปกรณ์นี้ช่วยให้วิทยุซึ่งขณะนั้นต้องใช้แบตเตอร์รี่สองชนิดที่ต่างกันในการทำงาน สามารถใช้แบตเตอร์รี่เพียงชิ้นเดียวได้ ซึ่งบริษัทนี้ต่อมากลายเป็น Raytheon บริษัทผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าและสินค้าทางการทหารรายใหญ่ของสหรัฐฯ 
1929 ระหว่างอยู่ที่เอ็มไอที เขาได้ร่วมสร้างเครื่องคำนวณอนุพันธ์ (differential analyses) ร่วมกับฮาโรลด์ ฮาเซ่น (Harold Locke Haven) ซึ่งมีการทำงานแบบอนาล๊อก และสามารถคำนวณได้ 18 ตัวแปร
เขียนหนังสือ Operational Methods in Mathematical Physics
1932 ได้รับตำแหน่งอธิการบดีของคณะวิศวกรรม (MIT school of Engineering) 
1935 ได้รับการว่างจ้างจาก OP-20-G ในการสร้างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการถพอรหัส แต่ว่าอุปกรณ์ที่เขาสร้างขึ้นกว่าจะเสร็จก็ในปี 1938 แต่ว่าอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นถือเป็นงานยุคบุกเบิกที่ยังไม่มีความน่าเชื่อถือในการทำงาน
1938 ได้รับตำแหน่งประธานของสถาบันคาร์เนกี้วอชิงตัน (Carnegie Institution of Washington) ซึ่งเป็นสถาบันที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ทุนสนับสนุนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์
สิงหาคม, ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการที่ปรึกษาด้านกิจการการบิน (National Advisory Committee for Aeronautics, NACA) ซึ่งเป็นองค์กรอวกาศของสหรัฐฯก่อนที่จะเกิดองค์การนาซ่า (NASA) 
1939 เขาได้ตำแหน่งประธานของ NACA จนกระทั้งปี 1948
1940 เมื่อเยอรมันบุกฝรั่งเศส แวนเนวาร์ได้เตรียมร่างกฏหมายในการตั้งกรรมาธิการด้านการวิจัยกลาโหมแห่งชาติ (National Defense Research Committee, NDRC) เพราะเขาเห็นว่ามีช่องว่าในการประสานงานกันระหว่างงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์กับงานด้านกลาโหม แวนเนวาร์เห็นความสำคัญของการลดช่องว่างนี้เขาจึงได้เสนอร่างกฏหมายให้กับประธานาธิบดีรูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) เพื่ออนุมัติโดยตรง โดยรูสเวลต์ใช้เวลาเพียงสิบห้านาทีก่อนที่จะอนุมัติ
1941 แวนเนวาร์ไ้ดรับการแต่งตั้งจาก ปธน.รูสเวลต์ให้เป็นประธานของสำนักงานวิจัยและการพัฒนาวิทยาศาสตร์ (Office of Scientific Research and Development, OSRD) ซึ่งเงินทุนส่วนใหญ่แวนเนวาร์ใช้ไปในการสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอาวุธสงคราม 
ซึ่งผลงานของ OSRD ช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 อาทิ การผลักดันโครงการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ ในโครงการแมนฮัตตัน (Manhattan Project) 
1945 เขาเขียนบทความ As We May Think ลงในแม็กกาซีน The Atlantic Monthly ซึ่งเขาทำนายคาดการณ์ว่าในอนาคตจะ Memex มีอุปกรณ์ซึ่งช่วยเก็บข้อมูลขนาดเล็กที่เก็บหนังสือหลายพันเล่มเอาไว้ได้
1947 หลังสงครามโลก OSRD ก็ถูกยุบไป 
1955 แวนเนวาร์ออกจากตำแหน่งประธานของสถาบันคาร์เนกี้ และกลับไปทำงานที่เอ็มไอที

1974 28 มิถุนายน เสียชีวิต ในเบลมอนต์, แมสซาซูเซตส์ (Belmont) 

http://www.liverain.com/KillCopy.js

Guglielmo Marconi

กูกลิเอลโม่ มาร์โคนี (Guglielmo Giovanni Maria Marconi, Marquis of Marconi) 
1909 Physics Noble
มาร์โคนี เกิดวันที่ 25 เมษายน 1874 ในพาลาซซ่า มาเรสคัลชี,​โบร๊อกน่า, อิตาลี (Palazzo Mareschalchi, Bologna, Italy) พ่อของเขาชื่อกุเซปเป้ (Giuseppe Marconi) เศรษฐีเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่และแม่ชื่อแอนนี่ (Annie Jameson) เธอมีเชื้อสายสก๊อตไอริส เป็นทายาทของแอนดริว เจมสัน (Andrew Jameson) ผู้ก่อตั้งบริษัทวิสกี้ Jameson & Sons 
มาร์โคนีเป็นลูกคนที่สองของครอบครัว 
เมื่อเขาอายุได้ 2 ขวบ แม่ได้พาเขาและพี่ชายชืออัลฟอนโซ่ (Alfonso) ไปอยู่ในเบดฟอร์ด (Bedford) อังกฤษ บ้านเกิดของแม่
เมื่ออายุ 8 ขวบได้กลับมาอยู่อิตาลี
ตอนอายุ 18 ได้เพื่อนบ้านใหม่เป็น ออกัสโต้ ริจฮิ (Augusto Righi) นักพิสิกของมหาวิทยาลัยโบร๊อกน่า (University of Bologna) ซึ่งริจฮิ ได้อนุญาตให้มาร์โคนีเข้าฟังเขาเลคเชอร์ที่มหาวิทยาลัยได้ 
เข้าเรียนที่สถาบันคาวัลเลโร่ (Istituto Cavallero) ในฟอร์เรนซ์ และต่อมาได้เข้าเรียนที่สถาบันเทคนิคเลกฮอร์น ( Technical Institute of Leghorn) 
1888 เฮนริช เฮิร์ตซ์ (Heinrich Hertz) แสดงการค้นพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic radiation) ช่วงหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นเลยถูกเรียกกันว่าเป็นเฮิร์ตเซียน (Hertzian) ภายหลังจึงเรียนกว่าเป็นคลื่นวิทยุ (radio wave)
ช่วงปี 90s มาร์โคนีเริ่มค้นคว้าเกี่ยวกับการสื่อสารแบบไร้สาย (wireless telegraphy) ซึ่งเวลานั้นก็มีนักประดิษฐ์หลายคนที่พยายามจะพัฒนาอุปกรณ์ลักษณะเดียวกันนี้ 
1894 เฮิร์ตซ์เสียชีวิต
1895 มาร์โคนีประสบความสำเร็จในการประดิษฐ์อุปกรณ์ที่สามารถส่งสัญญาณแบบไร้สายได้ในระยะราว 2 กิโลเมตร
1896 กุมภาพันธ์, ย้ายมาอยู่ในอังกฤษ และเขาก็ได้เอาอุปกรณ์ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นไปสาธิตให้เซอร์วิลเลียม ปรีซ (Sir William Preece) หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมของการไปรษณีย์อังกฤษชม 
เซอร์ปรีซ จึงได้จัดให้มีการสาธิตการส่งสัญญาณแบบไร้สายให้ประชาชนทั่วไปได้ชม และเพื่อการโฆษณาด้วย   มาร์โคนีจึงสาธิตการส่งสัญญาณระหว่างอาคารสองแห่งในลอนดอน โดยเซอร์ปรีชทำหน้าที่ถือเครื่องรับสัญญาณอยู่ในอีกอาคารหนึ่ง
1897 สาธิตการสื่อสายไร้สายข้ามคลองบิสตอล (Bristol Channel) และปีนี้เขาก็ได้รับการรับรองสิทธิบัตรอุปกรณ์ในการส่งข้อมูลแบบไร้สายเป็นคนแรกของโลก
20 กรกฏาคม, ก่อตั้งบริษัท The Wireless Telegraph and Signal Company Limited (1990 บรษัทเปลี่ยนชื่อมาเป็น Marconi’s Wireless Telegraph Company Limited)
1898 ตั้งโรงงานเพื่อผลิตอุปกรณ์สื่อสารด้วยคลื่นวิทยุแห่งแรกขึ้นมาในเชล์มสฟอร์ด (Chelmsford)
1899 มาร์โคนีประสบความำสำเร็จในการเพิ่มระยะการส่งสัญญาณเป็น 21 ไมล์และ บริษัทของเขาทำการติดตั้งการสื่อสารข้ามช่องแคบอังกฤษ ระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส 
1900 บริษัท Kaiser Wilhelm der Grosse ในเยอรมันได้ติดตั้งอุปกรณ์ของมาร์โคนีเพื่อใช้ทางธุรกิจเป็นครั้งแรก
เมษายน, มาร์โคนี ได้รับสิทธิบัตร No.777 (tuned or systolic telegraphy)  อุปกรณ์ในการปรับแต่งสัญญาณเทเรกราฟ
1901 12 ธันวาคม,​การสื่อสารไร้สายครั้งแรกข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก จากพอล์ดฮู (Poldhu, Cornwall, England) มายังนิวฟันด์แลนด์ (Signal Hill, St.John’s, Newfoundland) ซึ่งเป็นระยะทาง 2,100 ไมล์
1905 แต่งงานกับเบียทริซ (Beatrice O’Brien, 1882-1976) ลูกสาวของบารอนแห่งอินชิคิน (14th Baron Inchiquin) พวกเขามีลูกด้วยกันสี่คน ลูเซีย (Lucia), เดกน่า (Degna) วิตตอริโอ (Vittorio Giovanni Giulio) และจิโออา (Gioia Lolanda) 
1909 ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิก ร่วมกับคาร์ล เบราน์ (Karl Ferdinand Braun)
1914 ช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 1 เขาได้ยศร้อยโทในกองทัพอิตาลี ก่อนที่ต่อมาจะได้รับการเลื่อนเป็นยศกัปตัน และในปี 1916 ถูกย้ายมาอยู่ในกองทัพเรือและมีตำแหน่งเป็นผู้บัญชากร
1919 เป็นหนึ่งในตัวแทนของรัฐบาลอิตาลีในการร่วมประชุมสันติภาพที่ปารีส (Paris Peace Conference) และสงครามยุติเขาได้เหรียญ Military Medal เพื่อเป็นเกียรติในการรับใช้กองทัพ
1927 หย่ากับเบียทริช และแต่งงานใหม่กับมาเรีย (Maria Christinaมีลูกด้วยกันหนึ่งคนชื่อมาเรีย (Maria Elettra Elena Anna)
1922 เขาไปเลคเชอร์ให้กับสถาบันวิศวกรรมวิทยุอเมริกัน (American Institute of Radio Engineers) ในนิวยอร์ค ซึ่งมีการพูดถึงความเป็นไปได้ในการสร้างเรดาห์ (radar) 
1929 มุสโสลินี (Benito Mussolini) มอบตำแหน่งมาร์กีส (marchese) เพื่อเป็นเกียรติให้กับมาร์โคนี ในฐานะที่เขาเป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลฟาส์ซิสของมุสโสลินี
1932 เปิดการสื่อสารโทรศัพท์แบบคลื่นไมโคเวฟ (microwave radiotelephone) ครั้งแรก โดยเชื่อต่อระหว่างวาติกันกับบ้านพักของพระสันตะปาปาที่ปราสาทแกนโดลโฟ (Castel Gandolfo)

1937 20 กรกฏาคม, เสียชีวิตในกรุงโรม โดยที่รัฐบาลของมุสโสลินีได้จัดพิธีศพของมาร์โคนีแบบรัฐพิธี

http://www.liverain.com/KillCopy.js

Marvin Minsky

มาร์วิน มินสกี้ (Marvin Lee Minsky)
father of artificial intelligence
มินสกี้ เกิดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1927 ในนิวยอร์คซิตี้ ในครอบครัวเชื้อสายยิว พ่อของเขาชื่อเฮนรี่ (Henry Minsky) เป็นจักษุแพทย์ และแม่ชื่อแฟนนี่ (Fannie) เป็นผู้สนับสนุนไซออนนิสต์ (Zionism) 
เข้าเรียนหนังสือที่ฟิล์ดตัน (Ethical Culture Fieldston School)  และต่อมัธยมที่โรงเรียนมัธยมบร๊อนซ์ Bronx High School of Science) ในนิวยอร์ค
ต่อมาเข้าเรียนที่สถาบันฟิลิปส์ (Phillips Academy) ในแมสซานชูเซตต์
1944 เข้าเป็นทหารอยู่หนึ่งปีในกองทัพสหรัฐฯในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2
1950 จบปริญญาตรีด้านคณิตศาสตร์จากฮาร์วาร์ด (Harvard University) 
1954 จบปริญญาเอกด้านคณิตศาสตร์จากพริ้นตั้น (Princeton University)
1956 ร่วมกับแชนนอน (Claude Shannon, father of information theory), แม็คคาร์ธี (John McCharthy, ผู้สร้างภาษา Lisp) , โรเชสเตอร์ (Nathaniel Rochester) จัดการประชุมดารท์เมาท์ (Dartmouth Conference) ซึ่งเป็นการประชุมประเด็นเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ครั้งแรกของโลก
1958 มาทำงานที่คณะวิศวกรรมไฟฟ้าและวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ของเอ็มไอที (MIT)  มินสกี้ทำงานที่เอ็มไอทีนี้จนกระทั้งเสียชีวิต
1951 สร้าง SNARC (Stochastic Neural Analog Reinforcement Calculation) เครื่องคำนวณที่จำลองระบบข่ายประสาท
1952 แต่งงานกับกลอเรีย (Gloria Rudisch) พวกเขามีลูกด้วยกัน 3 คน
1959 มินสกี้ และจอห์น แม็คคาร์ธี  ได้ร่วมกันตั้งกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI Group) ขึ้นมาภายในเอ็มไอที
1961 เขาจดสิทธิบัตรไอเดียเกี่ยวกับการสร้างเครื่องจุลทรรศน์แบบคอนโฟคอล (confocal scanning microscope)
1963 มินสกี้เป็นเจ้าของสิทธิบัตรจอภาพแบบครอบศรีษะ (head graphical display)
1969 ได้รับรางวัลทูริ่ง (Turing Award) 
1970 MIT AI Lab ได้ถูกตั้งขึ้นมา โดยการร่วมตัวกันระหว่างสมาชิกของ Project MAR และ A.I. Group
1981 เขียนบทความชื่อ “Music, Mind and Meaning” 
1985 ร่วมก่อตั้ง MIT Media Lab
1986 เขียนหนังสือ Society of Mind Theory ขณะเดียวกันก็ยังเป็นชื่อของทฤษฏีของเขา ซึ่งมินสกี้เชื่อว่ามนุษย์กับหุ่นยนต์ไม่มีความแต่งต่างกันอย่างชัดเจน สิ่งที่พวกเราเรียกว่า ความฉลาด (intelligence) นั้นมาจากการปฏิสัมพันธ์กันของส่วนประกอบซึ่งไม่มีมีความฉลาด (non-intelligence)
1987 เขียนหนังสือ Perceptons ร่วมกับเปเปิร์ต (Seymour Papert, ผู้สร้างภาษา Logo) ซึ่งถือเป็นหนังสือพื้นฐานเล่มหนึ่งในสายของปัญญาประดิษฐ์
1990 ได้รางวัล Japan Prize
ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์โตชิบา (Toshiba Professor of Media Arts and Sciences) ที่ MIT Media Lab
2001 เป็นที่ปรึกษาของการสร้างภาพยนต์ Space Odyssey
2006 เขียน The Emotion Machine
2016 24 มกราคม, เสียชีวิตในบอสตัน จากอาการเลือดออกในสมอง
ผลงานเขียน
  • Neural Nets and the Brain Model Problem, 1954
  • Steps Toward Artificial Intelligence, 1961
  • Computation: finite and infinite machines, 1967
  • The perceptron, 1969
  • Artificial intelligence, 1972
  • Communication with extraterrestrial interlligence, 1985
  • Robotics, 1986
  • The Society of Mind, 1987
  • The choice of Turing, 1992
  • Emotional machine, 2006

http://www.liverain.com/KillCopy.js

Claude Shannon

โคล๊ต แชนนอน (Claude Elwood Shannon)
the father of information theory
แชนนอน เกิดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 1916  ในเปโตสกี,​รัฐมิชิแกน (Petoskey, Michigan) สหรัฐฯ  พ่อของเขาชื่อ โคล๊ด แชนนอน (Claude Shannon, 1862-1934) เช่นเดียวกับลูกชาย  เขาเป็นนักธุรกิจและเป็นนักกฏหมาย  ส่วนแม่ชื่อว่ามาเบล (Mabel Wolf Shannon, 1890-1945) เป็นครูสอนภาษา
แชนนอนใช้ชีวิตในวัยเด็กเติบโตขึ้นมาในเกย์ลอร์ด (Gaylord) มิชิแกน เขาชอบสะสมโมเดลเครื่องบินและการประดิษฐ์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แชนนอนสร้างเรื่องเทเลกราฟสำหรับส่งข้อความระหว่างเขากับเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กันไว้ด้วย
1932 แชนนอนจบมัธยมจากเกย์ลอร์ด (Gaylord High School) ก่อนจะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan)
1936 จบปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและคณิตศาสตร์ จากม.มิชิแกน หลังจากนั้นได้เข้าเรียนต่อปริญญาโท ที่ MIT ซึ่งที่ MIT เขาได้ทำงานร่วมกับแวนเนวาร์ บุช (Vannevar Bush) หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่บุกเบิกการสร้างคอมพิวเตอร์ ซึ่งคณะนั้นเขากำลังสร้างคอมพิวเตอร์อนาล๊อค ที่เรียกว่าเครื่อง วิเคราะห์อนุพันธ์ (differential analyzer)
1937 เขาทำวิทยานิพนธ์ ป.โท เรื่อง “A Symbolic Analysis of Relay and Switching Circuits” ที่แสดงว่า จะสามารถประยุกต์ตรรกพีชคณิต ของ จอร์จ บูล์ (George Boole) โดยใช้วงจรอิเล็กโทรนิกส์แบบหน่วงเวลาและสวิตช์ได้อย่างไร ซึ่งเป็นพื้นฐานของดิจิตอลคอมพิวเตอร์ ที่ใช้ค่า “0” และ “1” เป็นสัญลักษณ์แทนการเปิดหรือปิดสวิตช์ ที่ปรึกษาของวิทยานิพนธ์นี้คือแฟรงค์ื ฮิตช์ค๊อก (Frank Lauren Hitchcock) วิทยานิพนธ์เล่มนี้ถูกเผยแพร่ในปีถัดมา
1940 แชนนอน ได้รับปริญญาเอกจาก MIT โดยที่เขาทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “An Algebra for Theoretical Genetics” ผลงานนี้ไม่ได้รับการเผยแพร่จนกระทั้งปี 1993
แชนนอนได้รับทุนของสถาบัน IAS (Institute for Advanced Study) ที่พริ้นตั้น, นิวเจอร์ซีย์ โดยได้ทำงานร่วมกับเฮอร์แมน วิล (Herman Weil) นักคณิตศาสตร์
1941 ช่วงฤดูใบไม้พลิ แชนนอนได้ไปทำงานที่เบลล์แล๊ป (Bell Labs)  ภายใต้สัญญากับ NDRC (National Defense Research Committee)  ในแผนก D-2 เพราะว่าเป็นช่วงเวลาของสงครามงานวิจัยจึงเป็นข้อมูลลับที่ไม่เปิดเผยในช่วงเวลานั้น  ซึ่งงานของเข้าเกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสข้อมูล (cryptography)  และระบบความคุมการยิง (fire-control systems) เขาทำงานอยู่ที่นี่จนกระทั้งปี 1956
1942 แชนนอนถูกบันทึกไว้ว่าเป็นผู้สร้างกราฟ Signal-flow graph ซึ่งแสดงการไหลของสัญญาณ
1943 แชนนอนได้พบกับอลัน ทูริ่ง (Alan Turing) ในวอชิงตัน เมื่อทูริ่งถูกส่งตัวมาจากอังกฤษ เพื่อช่วยสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรในการพัฒนาเครื่องถอดรหัส ที่ถูกใช้กับเรือดำน้ำเครียก์สมารีน (Kriegsmarine submarines) แชนนอนขณะนั้นมีอายุ 26 ปี ในขณะที่ทูริ่งอายุ 30 ปี
1948 A Mathematical Theory of Communication” ตีพิมพ์ลงในวารสาร Bell System Technocal Journaส  ฉบับเดือนกรกรฏาคมและตุลาคม ซึ่งถือเป็นผลงานเอกของเขาที่วางรากฐานทฤษฏีการสื่อสาร ซึ่งผลงานชิ้นนี้เป็นต้นกำเนิดของคำว่า “bit” ที่มาจาก “binary digit” , มีคอนเซปส์ของ Information entropy และ redundancy
1949 “Communication Theory of Secrecy Systems” ตีพิมพ์ลงในวารสาร Bell System Technical Journal เป็นผลงานเขียนอีกชิ้นหนึ่งของเขาเกี่ยวกับการเข้ารหัสข้อมูล ซึ่งเป็นผลงานที่ทำระหว่างทำงานที่เบลล์แล๊ปช่วงสงคราม และเปิดพิมพ์ออกมาหลังสงคราม
แต่งงานกับ เบตตี้ (Betty) พวกเขามีลูด้วยกันสามคน โรเบิร์ต (Robert James Shannon), แอนดรู (Andrew Moore Shannon)  และมาร์การิต้า (Margarita Shannon)
ตุลาคม, ​ งานพิสูจน์ชิ้นหนึ่งของแชนนอนที่เขียนระหว่างอยู่ที่เบลล์แล๊ป ได้พิมพ์ออกมา โดยแชนนอนได้พิสูจน์ว่า one-time pad (หรือ Verman cypher  ชื่อตั้งตามชื่อของ Gilbert Vernam) เป็นการเข้ารหัสที่จะไม่สามารถถอดรหัสได้
1951 “Prediction and Entropy of Printed English”
1956 มาทำงานที่ MIT และที่ห้องวิจัยอิเล็กทรอนิกส์ (Research Laboratory of Electronics) ของมหาวิทยาลัย
1961 เขาประดิษฐ์เครื่อง Minivac 601 ซึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับฝึกซ้อมให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจการทำงานของคอมพิวเตอร์
ช่วงปี 50s เขาสนใจเกี่ยวกับทฤษฏีเกม (game theory) และการเรียนรู้ของเครื่องจักร เขาสร้างอุปกรณ์ขึ้นมาหลายชิ้น อาทิ  เครื่องจั๊กกลิ้ง (Juggling เครื่องโยนลูกบอล) , Theseus หนูแม่เหล็กที่ควบคุมด้วยวงจรไฟฟ้าให้ออกจากเขาวงกต, Ultimate Machine (Useless Machine) อุปกรณ์ที่เหมือนเป็นอารมณ์ขัน เมื่ออุปกรณ์ชิ้นนี้ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากปิดตัวเอง
1978 เขาเกษียณ และใช้ชีวิตอย่างสงบ ชอบการจั๊กกลิ้ง
ช่วงปี 90s แชนนอนล้มป่วยด้วยอาการของโรคอัลไซเมอร์ (Aljzheimer’s disease)

2001 24 กุมภาพันธ์, เสียชีวิตขณะมีอายุ 84 ปี ในเมดฟอร์ด, แมซซานชูเชตต์ (Medford, Massachusetts)