Michel Jouvet

มิเชล จัวเวต (Michel Jouvet)
นักวิจัยเกี่ยวกับความฝัน,  REM sleep
มิเชล เกิดวันที่ 16 พฤศจิกายน 1925 ในจูร่า, ฝรั่งเศส (Lons-Lee-Saunier, Jura, France) พ่อของเขาเป็นแพทย์
ช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 มิเชลเคยร่วมรบกับฝ่ายต่อต้านนาซี
มิเชลมีความสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับมนุษยวิทยา (anthropology) แต่ว่าพ่อของเขาอยากให้เขาเรียนทางแพทย์ มิเชบจึงได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลีอง (University of Lyon)
1951 จบแพทย์
1954 เดินทางมาแคลิฟอร์เนีย และได้ได้ทำงานวิจัยมากวน (H.W. Magoun) ศัลยแพทย์ระบบประสาท ซึ่ง มากวน และโมรัซซี (Giuseppe Moruzzi) เป็นผู้ที่สามารถระบุตำแหน่งของสมองที่รับหน้าที่ควบคุมการนอนหลับได้
1956 มิเชลกลับมาอยู่ฝรั่งเศส และศึกษาปริญญาเอกจนจบ
1959 เขาทำการทดลองหลายครั้งเพื่อศึกษากับการเกิดความฝันและอาการผีอำ (อัมพาตชั่วคราวระหว่างการหลับ) ที่เกิดขึ้นกับแมว ระหว่างการเกิด REM sleep ซึ่งเขาอธิบายว่า REM sleep เกิดจากการทำงานของสมองส่วน pontine tegmentum และอาการอัมพาตชั่วคราวระหว่างเกิด REM sleep นั้นเป็นผลจากการไม่ทำงานของสมองส่วน medulla oblongata  เขายังเรียก REM sleep ว่าเป็น Paradox of Sleep เพราะแม้นว่าสมองจะยังคงทำงานอยู่แต่ส่วนอื่นๆ ของร่างกายกลับหยุดยิ่ง 
มิเชลเรียกพฤติกรรมของแมวระหว่างการฝันว่า “oneiric behavior” ซึ่งช่วยยืนยันว่าแมวสามารถฝันได้ 
1961 มิเชล แบ่งคงวามฝันออกเป็นสองสภาวะที่แตกต่างกันคือ 1. telencephalic (slow wave) sleep และ 2. rhombencephalic sleep (paradoxical sleep) หรือ REM sleep
1966 เป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยที่สถาบันสุขภาพและการแพทย์ฝรั่งเศส (French Institute of Health and Medical REsearch) 
1968 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ ที่มหาวิทยาลัยเคลาด์ เบอร์นาร์ด (University of Claude Bernard Lyon 1) 
1977 ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของ French Academy of Sciences
1981 ได้รับรางวัล Intira-Sciences Prize 
1983 ได้รับรางวัล the Prize of the Foundation for the Medical REsearch
1991 ได้รับรางวัล Prix Mondrian Cino Del Duca
1992 เขียนนวนิยาย The Castle of Dreams
1999 เขียน The Paradox of Sleep ซึ่งในหนังสือนี้เขาเสนอแนวคิดว่าความฝันเป็นกระบวนการทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ช่วยโปรแกรมบุคคลิกหรือนิสัยเฉพาะของบุคคลขึ้นมา
2017 3 ตุลาคม, เสียชีวิต ในวัย 91 ในวิลลัวร์แบนน์ (Villeurbanne, France)

ภรรยาของมิเชลชื่อแอน (Anne) พวกเขามีลูกด้วยกันสี่คน

http://www.liverain.com/KillCopy.js

Stanislas Dehaene

สตานิสลาส ดิเฮน์ (Stanislas Dehaene) 
ผู้เขียน The Number Sense, Reading in the Brain
ดิเฮน์ เกิดวันที่ 12 พฤษภาคม 1965 ในรัวเบ็กซ์, ฝรั่งเศส (Roubaix, France) 
1984 เข้าเรียนทางด้านคณิตศาสตร์อีโคล โนร์แมล์ (École Normale Supérieure) ในปารีส จนกระทั้งปี 1989
1985 จบปริญญาโททางด้านคณิตศาสตร์ประยุกต์และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยปารีส ที่ 6 (Pierre and Marie Curie University~ Paris VI) 
หลังจากได้อ่านหนังสือ Neuronal Man: Tie Biology of The Mind ของ ฌอห์นปิแอร์ (Jean-Pierre Changeux) ดีเฮเน่ ก็กลับเข้ามาเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ระบบประสาทและสรีระศาสตร์
1989 จบปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์สมอง จาก EHESS (École des Hautes Études en Sciences Sociales) ในปารีส โดยฌาคส์ เมห์เลอร์ (Jacques Mehler) เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา 
หลังจากนั้นได้ทำงานเป็นนักวิจัยที่ INSERM (French National Institute of Health and Medical Research)
1992 ได้รับทุนวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์การเรียนรู้และการตัดสินใจ, มหาวิทยาลัยโอรีกอน (Institute of Cognitive and Decision Sciences, University of Oregon) เป็นเวลาสองปี 
เมื่อกลับมายังฝรั่งเศส เขาได้รวบรวมกลุ่มนักวิจัยขึ้นมาเองเพื่อทำงานค้นคว้าด้านสมอง
1997 มาทำงานที่ศูนย์ภาพถ่ายสมองออร์เซย์ (Orsay brain imaging center) ใกล้กับกรุงปารีส
ได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการของ INSERM Unit 562
เขียนหนังสือ The Number Sense ซึ่งหนังสือได้รับความนิยมและได้รับรางวัล Prix Jean-Rostand
2005 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำศูนย์ทดลองทางจิต, ฟรานซ์คอลเลจ (Experimental Cognitive Psychology, Collége de France) 
2014 ได้รับรางวัล The Brain Prize ร่วมกับเกียโคโม่ ริซโซลัตติ (Giacomo Rizzolatti) และทรีวอร์ รอบบิ้น (Trevor Robbins) 
ชีวิตส่วนตัว ดิเฮน์แต่งงานกับกิสเลน แลมเบิร์ต (Ghislaine Lambertz) ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านสมองเหมือนกัน ทั้งคู่มีลูกด้วยกันสามคน
ผลงานเขียน
The number sense, 1997
Reading in the Brain, 2010

The Cognitive Neuroscience of Consciousness, 2014

http://www.liverain.com/KillCopy.js

Jean-Baptiste Lamarck

ฌอห์นแบ๊พติสเต้ ลามาร์ค (Jean-Baptiste Pierre Antoine de Monet, Chevalier de Lamarck)
Lamarckism
ลามาร์ค เกิดวันที่ 1 สิงหาคม 1744 ในบาเซนติน (Bazentin) หมู่บ้านทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ลามาร์คเป็นลูกคนสุดท้องในพี่น้องทั้งหมด 11 คน พ่อของเขาชื่อฟิลิปเป้ (Philippe Jacques de Monet de Lamarck) เป็นทหาร ส่วนแม่ชื่อมาเรีย (Maria-Française  de Fontaine de Chuignolles) ครอบครัวของเขาเป็นขุนนางเก่าแก่มาหลายชั่วคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหาร แต่ว่าฐานะทางบ้านไม่ได้ร่ำรวย
1756 ลามาร์คเข้าเรียนที่โรงเรียนเยซูอิต (Jesuit seminary) ในเอเมียน (Amiens)
1757 เกิดสงครามปอมเรเนียน (Pomeranian War, 1757-1762)
1760 พ่อของเขาเสียชีวิต
1761 เขาออกจากการเรียนกลางคันเพื่อเข้าร่วมในกองทัพฝรั่งเศสซึ่งกำลังต่อสู้กับปรัสเซีย 
1763 เมื่อสงครามยุติลง ลามาร์คได้ทำงานทำอยู่ในค่ายทหารทางตอนใต้ของฝรั่งเศส
1768 เขาต้องลาออกจากการเป็นทหารหลังจากประสบอุบัติเหตุ  หลังจากนั้นลามาร์คได้ไปทำงานเป็นเสมียรอยู่ในธนาคารในปารีสอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะสมัครเข้าเรียนทางด้านการแพทย์และพฤษศาสตร์กับเบอร์นาร์ด เดอ จุซซู (Bernard de Jussieu) , แอนโตเน่ (Antoine-Laurent de Jussieu) 
1778 เขียนหนังสือ Florence Francaise หนังสือเกี่ยวกับพันธุ์พืชของฝรั่งเศส ซึ่งหลังจากหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์แล้ว ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่ง ทำให้ลามาร์คก็ได้รับการสนับสนุนจากเคานต์แห่งบุฟฟ่อน (Georges-Louis Leclerc, Comte de Buffon) นักวิทยาศาสตร์แถวหน้าของประเทศเวลานั้น ให้ได้งานเป็นเจ้าหน้าที่ในสวนพฤษศาสตร์จาร์ดิน (Royal botanical garden, the Jardin des Plantes) ซึ่งไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ดูแลพันธุ์ไม้เท่านั้นแต่ยังเป็นศูนย์ในการผลิตยาสมุนไพรด้วย แต่ช่วงเวลานี้ลามาร์คได้รับเงินเดือนน้อยจนทำให้มีชีวิตอย่างยากลำบาก
8 สิงหาคม, แต่งงานกับมาเรีย ดีลาปอร์เต้ (Marie Anne Rosalie Delaporte) พวกเขามีลูกด้วยกันชื่อแอนดรี (André, b.1781) , แอนโตนี (Antoine, b.1786)  และชาร์ล (Charles René)
1792 27 กันยายน, ภรรยาของเขาเสียชีวิต
1793 สวนพฤษศาสตร์จาร์ดิน ถูกปรับเปลี่ยนใหม่เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ (National Museum of Natural History) ซึ่งมีการแต่งตั้งศาสตราจารย์ 12 คนทางวิทยาศาสตร์หลายสาขามาทำหน้าที่บริหาร และลามาร์คก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์สาขาแมลงและหนอน (Professor of the natural history of Insects and Worms) แม้ว่าตัวเขาเองจะไม่ได้มีความรู้ด้านนี้เลย ซึ่งในเวลานี้งานศึกษาด้านแมลงและหนอนไม่ได้รับความสนใจและถือเป็นตำแหน่งศาสตราจารย์ทีมีเกียรติต่ำ
1793 9 ตุลาคม, แต่งงานครั้งที่สอง กับชาร์ล็อตต์ (Charlotte Reverdy) ซึ่งมีอายุอ่อนกว่าเขาสามสิบปี
1797 ชาร์ล๊อตต์เสียชีวิต
1801 Système des animaux sans vertèbres ผลงานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งของเขาทางด้านการจัดหมวดหมู่แมลง ซึ่งลามาร์ดได้มีการแยก แมง (arachnids) ออกจาก แมลง (insect) , มีการแยกตั้งหมวดหมู่สัตว์กลุ่มใหม่ขึ้นมา เป็น echinoderms (ไฟลัมของสัตว์ทะเลที่มีผิวหนังแข็ง) , arachnids (คลาสของแมลง) , crustaceans (ซับไฟลัของสัตว์ทะเลที่มีเปลือกแข็ง) , annelids (ไฟลัมของสัตว์เล็กๆ ที่มีขนหรือแขนเล็กๆ ช่วยในการเคลื่อนที่)
1802 Hydrogéologie
Recherches sur l’Organisation des Corps Vivants
1809 Philosophie zoologique ซึ่งหนังสือเล่มนี้เขาเขียนอธิบายเกี่ยวกับทฤษฏี interitance of acquired characteristics หรือ Lamarckism ซึ่งเสนอไอเดียว่าสิ่งมีชีวิตมีการปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสภาวะแวดล้อม เช่น ลามาร์คเชื่อว่ายีราฟคอยาวขึ้น เพื่อกินใบไม้ของต้นไม้ที่สูงขึ้น 
1815 Histoire naturelle des Animaux sans vertèbres (the natural history of animals without vertebrae)  เล่มแรก
1822 Histoire naturelle des Animaux sans vertèbres เล่มที่ 2
1829 18 ธันวาคม, เสียชีวิตในปารีสตอนอายุ 85 ปี โดยร่างของเขาถูกนำไปฝังที่สุสานมองปาร์นาซเซ่ ( Montparnasse cemetery)

http://www.liverain.com/KillCopy.js

Gaëtan de Clérambault

แกตง เดอ เคลร็องบุลต์ (Gaëtan Gatian de Clérambault)
  de Clerambault’s syndrome (Erotomania)
เคลร็องบุลต์ เกิดวันที่ 2 กรกฏาคม 1872 ในบวร์จ, ฝรั่งเศส (Bourges, France) ในครอบครัวแคโธริกซ์ 
เขาเรียนด้านศิลปะ จากโรงเรียนศิลปะ (École nationale supérieure des arts décoratifs) ในปารีส 
1872 ด้วยถูกเรียกร้องจากพ่อของเขา เขาจึงได้ย้ายมาเรียนทางด้านกฏหมาย จนกระทั่งหลังจากเรียนจบกฏหมายเขาก็หัดมามาเรียนด้านการแพทย์ต่อ
1899 เขาเรียนจบแพทย์และเริ่มทำงานเป็นผู้ช่วยแพทย์ ซี่งระยะแรกเขามีโอกาสได้ดูแลนักโทษที่เป็นผู้ป่วยทางจิตให้กับหน่วยงานตำรวจในปารีส โดยมีโอกาสดูแลผู้ป่วยราวสองพันคนต่อปี 
เคลร็องบุลต์ เป็นผู้นิยามเทอมศัพท์คำว่า “psychological (mental) automatism” ซึ่งเขาคาดการณ์เอาไว้ว่ากลไกอัตโนมัติทางจิตอาจจะเป็นต้นเหตุของการที่ผู้ป่วยเห็นภาพหลอน เขายังแบ่งกลไกอัตโนมัตินี้ออกเป็นสามประเภทคือ associative, sensitive และ motor
1903 ไปทำงานในเวียนนา
1905 กลับมาฝรั่งเศสและเป็นผู้ช่วยแพทย์ที่โรงพยาบาลในปารีส  โดยได้รับการดูแลจาก E. Dupre 
1913 ทำงานเป็นหมอเต็มตัว
1914 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และเคลร็องบุลต์เข้าเป็นแพทย์ทหารในกองทัพ
1919 เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลง เขาได้รับเหรียญ Legion of Honor และ Cross of War เป็นการสดุดี หลังจากสงครามเขากลับไปยึดอาชีพเป็นหมอตามเดิม 
1927 เขานิยามอาการโรคจิต  psychose passionnelle (de Clerambault’s syndrome) ที่ผู้ป่วยมีความเชื่อว่าตัวเองกำลังถูกใครคนหนึ่งแอบรักหรือให้ความสนใจเป็นพิเศษ
เคลร็องบุลต์ไม่เพียงแต่เป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียง เขายังประสบความสำเร็จในการเป็นจิตรกรและนักถ่ายภาพด้วย เขาถ่ายภาพไว้เกือบสามหมื่นภาพ โดยส่วนหนึ่งเป็นภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยโรคของเขา  ภาพเขียนและภาพถ่ายของเขาหลายชิ้นถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ Musée de l’Homme ในปารีส
1934 17 พฤศจิกายน, เขาฆ่าตัวตาย ในมาลากอฟ (Malakoff) หลังจากที่ล้มเหลวในการผ่าตัดต้อกระจกสองหน 

1934 ฌอห์ณ ฟรีเตต (Jean Fretet) ลูกศิษย์คนหนึ่งของเคลร็องบุลต์ ได้ตีพิมพ์ผลงานของเขาในชื่อ Oeuvre Psychiatrique

http://www.liverain.com/KillCopy.js

René  Thom

เน่ ธอม (Rene Frederic Thom) 
Catastrophe theory, Fields Medal 1958
ธอม เกิดเมื่อวันที่ 2 กันยายน 1923 ในม็องเบเลียด, ดุ๊บส์ (Montbéliard,Doubs) ฝรั่งเศส ใกล้กับพรหมแดนสวิสเซอร์แลนด์ พ่อและแม่ของเขาเป็นเจ้าของร้านค้า
1931 เข้าเรียนในโรงเรียนประถมในเมืองม็องเบเลียด 
ต่อมาได้เข้าเรียนที่คอลเลจคูวิแอร์ (College Cuvier) 
1940 จบปริญญาตรีด้านคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยในเบซานฌอน (Besançon) ไม่นานก่อนเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 2 ซึ่งเมื่อสงครามใกล้ระเบิดขึ้น พ่อและแม่ของเขาก็ส่งธอมให้เดินทางลงไปทางใต้ของประเทศเพื่อความปลอดภัยในขณะที่พ่อและแม่ยังคงอาศัยอยู่ในม็องเบเลียด
1941 ธอมลงเรียนปรัชญา และได้รับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยลีองส์ (Lyons University) หลังจากเรียนจบเขาก็ได้สมัครเข้าเรียนต่อที่เซนต์หลุยส์ (Lycee Saint-Louis) ในปารีส และยืนใบสมัครเข้าเรียนที่อีโคลโนแมล์ (Ecole Normale Superieure) แต่ว่าการสมัครครั้งแรกของเขาถูกปฏิสเธ
1943 เข้าเรียนที่อีโคโนแมล์ที่นี่ธอมได้รับอิทธิพลจากอองรี คาร์ตัน (Henri Cartan) และ the Burbank approach ทำให้สนใจคณิตศาสตร์
1945 จบจากอีโคโนแมล์ และได้เดินทางไปทำงานอยู่ในสตรัสเบิร์ก (Strasbourg)  
1951 จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยปารีส (University of Paris) โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง Sphere bundles and Steenrod squares โดยที่อองรี คาร์ตันเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ซึ่งวิทยานิพนธ์เรื่องนี้เป็นการปูพื้นฐานทฤษฏี cobordism theory 
ปีนี้ธอมได้รับทุนให้เดินทางไปดูงานที่พริ้นตั้น (Princeton University) ในสหรัฐฯ 
ธอมแต่งงานกับซูซานเน่ (Suzanne) ซึ่งพวกเขามีลูกด้วยกันสามคน
1953 มาเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่กรีโนเบิล (Grenoble)
1954 ย้ายมาสอนที่สตรัสเบิร์ก
ช่วงปี 50s ธอมมีชื่อเสียงจากผลงานเกี่ยวกับอนุพันธ์โทโพโลยี (Differential topology), ทฤษฏีซิงกูลาริตี้ (Singularity Theory) 
1958 ได้รับรางวัล Fields Medal จากทฤษฏี Cobordism theory
1964 ย้ายมาทำงานที่สถาบันวิทยาศาสตร์ชั้นสูง (Institut des Hautes Etudes Scientifiques) ทางตอนใต้ของปารีส สถาบันแห่งนี้ทำงานศึกษาเกี่ยวกับคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ 
ช่วงปี 60s ธอมเริ่มพัฒนาทฤษฏี Catastrophe theory (ทฤษฏีคณิตศาสตร์ที่ใช้สำหรับการศึกษาระบบที่เปลี่ยนแปลง (dynamical system) อย่างกระทันหัน) ทฤษฏีถูกนำไปประยุกต์ใช้เพื่อทำนายปรากฏการณ์อย่างแผ่นดินไหว, การจราจร,​ หรือชีววิทยา
1972 เขียนหนังสือ Stabilité structurelle morphogenèse (Structural Stability and Morphogenesis, 1972) ที่อธิบายปรัชญาที่มาที่ไปของทฤษฏี Catastrophe theory
1974 ได้รับรางวัลแกรนด์ปริกซ์  (Grand Prix Scientifique de la Ville de Paris)
1976 ได้เป็นสมาชิกของสถาบันวิทยาศาสตร์ปารีส (Academie does Sciences)
1990 ได้เป็นสมาชิกกิตติมาศักดิ์ของสมาคมคณิตศาสตร์ลอนดอน (London Mathematical Society) 

2002 25 ตุลาคม, เสียชีวิต

http://www.liverain.com/KillCopy.js

Marc Chagall

มาร์ค ชากัล (Марк Захарович Шагал)
ชากัล เกิดเมื่อวันที่ 6 กรกฏาคม 1887 (24 มิถุนายน, O.S.) ในเมืองเลียซน่า (Liozna) วิเตปส์ก, รัสเซีย (Vitebsk, Russian Empire) ปัจจุบันเมืองที่เขาเกิดอยู่ในเบลารุส ประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของเมืองเป็นคนเชื้อสายยิว
ชากัลมีชื่อจริงว่า โมเช่ เซกัล (Moishe Segal) เป็นลูกชายคนโตในพี่น้องทั้งหมดเก้าคน  พ่อของเขาชื่อซาชาร์ (Zachar Shagal) เป็นคนงานอยู่ในโรงงานปลา และแม่ชื่อไฟเกอร์อิท (Feige-Ite) ซึ่งดูแลร้านของชำของครอบครัว ตอนที่ชากัลเกิดนั้นบ้านข้างๆ ของเขากำลังเกิดไฟไหม้ 
เพราะว่าครอบครัวของเขาเป็นชาวยิว ในยุคนั้นยิวไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนปกติของชาวรัสเซีย ชากัลจึงได้เรียนความรู้พื้นฐานจากโรงเรียนศาสนาของยิวในเมือง 
ตอนเด็กๆ ชากัลล์ชอบวาดภาพลงบนถุงแล้วนำไปแขวนไว้ที่ข้างเตียงนอน
1900 จนเมื่อชากัลอายุ 13 ปี แม่ของเขาได้ส่งเขาเข้าเรียนระดับมัธยมในโรงเรียนของชาวรัสเซีย โดยแม่ยอมจ่ายเงินสินบนให้กับผู้อำนวยการของโรงเรียนเป็นเงิน 50 รูเบิ้ล
1906 ชากัลล์เข้าเรียนในคลาสศิลปะสอนโดย เยฮุด้า เพน (Yehuda Pen) ซึ่งเป็นศิลปินที่มีชื่อของเมือง แต่ว่าเรียนได้ราวสองเดือนชากัลล์ก็เลิกเรียน
เขาพบรักกับเบลล่า (Bella Rosenfeld) เธอเป็นลูกสาวของช่างทำเครื่องประดับที่มีฐานะดี เขาจึงตัดสินในออกจากบ้านและเดินทางไปเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก  เมืองหลวงของรัสเซียในขณะนั้น ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ชากัลพยายามสมัครเข้าเรียนในสถาบันศิลปะ แต่เพราะเขาเป็นยิวจึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน ชากัลจีงใช้พลาสปอร์ตของเพื่อนในการสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนศิลปะแทน 
1908 ชากัลล์ได้พบกับลีออน บัคส์ต (Leon Bakst) ซึ่งบัคส์ตเป็นครูสอนศิลปะที่โรงเรียนซวานต์เซว่า (Zvantseva school of Drawing and Painting) บัคส์ต ยังทำงานเป็นคนออกแบบฉากละครเวทีให้กับคณะบัลเลต์รัสส์ (Balltets Russes) 
1910 ชากัลเดินทางมาฝรั่งเศส และได้เข้าเรียนที่สถาบัน Academie de La Palette โรงเรียนศิลปะแถวหน้าของปารีส  ภาพวาดของเขาในช่วงนี้ได้รับอิทธิพลจากคิวบิซึ่ม (Cubism) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในฝรั่งเศส โดยผลงานในช่วงนี้ อย่างภาพ The Poet, Half Past Three and I and the Village นอกจากนั้นผลงานของเขามักสะท้อนความคิดถึงวิเตปส์กเมืองบ้านเกิดของเขา  โดยภาพของวิเตปส์กในความทรงจำมักถูกนำออกมาวาดเสมอ
1914 เขาถูกเชิญให้ไปเปิดงานแสดงภาพเขียนของครัวเองครั้งแรกในเบอร์ลิน จนกระทั้งเมื่อสงครามโลก ครั้งที่ 1 ใกล้จะปะทุขึ้นมา ชากัลล์ก็เดินทางกลับมารัสเซียเพื่อแต่งงานกับเบลล่า
1915 ชากัลแต่งงานกับเบลล่า แต่ว่าเพราะสงครามทำให้เขาไม่สามารถพาเบลล่ากลับไปฝรั่งเศสได้ ชากัลกับเบลล่าพวกเขามีลูกสาวด้วยกันชื่อไอด้า (Ida)
1917 เกิดการปฏิวัติรัสเซีย ซึ่งชากัลล์เป็นหนึ่งในผู้ที่สนับสนุนการปฏิวัติ ซึ่งหลังการปฏิวัติเขาได้ตำแหน่งเป็นหนึ่งในกรรมธิการด้านศิลปะของเมืองวิเตปส์ก 
1918 ชากัลพาครอบครัวย้ายมาอยู่ในเขตมาลาคอฟก้า (Malakhovka)  ชานเมืองของมอสโคว์  และได้งานสอนศิลปะที่โรงเรียนเด็กกำพร้าจากสงคราม
1921 เขาเริ่มเขียนชีวประวัติของตัวเอง My Life
1922 ชากัลล์ออกจากรัสเซียมายังปารีส  เมื่ออยู่ในฝรั่งเศสเขาได้รู้จักกับโวลลาร์ด (Ambroise Vollard) นายหน้าค้างานศิลป์ ซึ่งเป็นผู้ที่คอยหางานมาป้อนให้เขาทำ ซึ่งผลงานในฝรั่งเศสช่วงนี้มักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของศาสนาและไบเบิ้ล
1931 เขามีโอกาสเดินทางไปอิสราเอลและใช้เวลาอยู่ในอิสราเอลสองเดือน ซึ่งทำให้ชากัลตั้งใจวาดภาพประกอบคำถีร์ไบเบิ้ลขึ้น เขาใช้เวลาหลายจนกระทั้งปี 1956 ภาพประกอบไบเบิ้ล
1941 ย้ายมาอยู่ในนิวยอร์ค เพราะต้องหนีจากการคุกคามของนาซี
1944 เบลล่า ภรรยาของเขาเสียชีวิตจากการล้มป่วยเพราะติดเชื้อไวรัส แต่ขาดยาที่จะรักษาเพราะเป็ฯช่วงเวลาของสงคราม
1945 ชากัลเริ่มมีความสัมพันธ์ใหม่กับเวอร์จิเนีย แฮกการ์ด (Virginia Haggard) พวกเขาไม่ได้แต่งงานกันอย่างเป็นทางการ แต่มีลูกด้วยกันชื่อเดวิด (David McNeil, b.1946)  ภายหลังจากความสัมพันธ์นานเจ็ดปีกับชากัลสิ้นสุดลง เวอร์จิเนีย เขียนหนังสือ My Life with Chagall ออกมา
1947 ชากัลกลับมาอยู่ในฝรั่งเศส โดยไปอาศัยอยู่ในเมืองเซนต์พอลเดอเวนเซ่ (Saint Paul de Vence) ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
1952 เมื่ออายุ 65 ปี เขาแต่งงานกับวาเลนติน่า บรอดสกี้ (Valentina Brodsky)

1985 28 มีนาคม, เสียชีวิตในวัย 97 ปี

Francis Picabia

ฟรานซิส ปิคาเบีย (Francis-Marie Martinez Picabia)
ปิคาเบีย เกิดเมื่อวันที่ 22 มกราคม 1879 ในปารีส พ่อของเขาเป็นชาวคิวบาเชื้อสายเสปน ชื่อฟรานซิสโก้ (Francisco Vicente Martinez Picabia) และแม่ชาวฝรั่งเศสชื่อมาเรีย (Marie Cecile Davanne) 
แม่เสียชีวิตด้วยโรควัณโรค ตอนที่ปิคาเบียมีอายุ 7 ขวบ  
1895 เข้าเรียนที่ École des Arts Decoratifs โดยได้เรียนกับเฟอร์นันด์ คอร์มอง (Fernand Cormon), เฟอร์ดินันด์ ฮัมเบิร์ต (Ferdinand Humbert) และอาจารย์อื่นๆ อีกหลายท่าน 
ช่วงเวลานี้งานส่วนใหญ่ของปิคาเบียเป็นภาพสีน้ำ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาวาดภาพอิมเพรสชั่นนิสต์ (Impressionism) โดยได้รับอิทธิพลจากงานของคามิลล์ ปิซซาร์โร่  (Camille Pissarro) และอัลเฟรด ซิสลีย์ (Alfred Sisley) 
1905 ปิคาเบียจัดนิทรรศกาลศิลปะเดี่ยวเป็นครั้งแรก ที่เฮาส์แมนน์แกลลอรี่  (Galerie Haumann) ในปารีส ซึ่งภาพที่นำมาแสดงส่วนใหญ่เป็นภาพภูมิทัศน์ ซึ่งนิทรรศกาลครั้งนี้ทำให้เขากลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง และได้นำภาพเขียนไปเปิดแสดงเดียวอีกหลายครั้งในเมืองใหญ่อย่าง ลอนดอน, เบอร์ลิน
1909 ปิคาเบีย เปลี่ยนมาวาดภาพสไตล์เฟาวิซึ่ม (Fauvism) , คิวบิซึ่ม (Cubism) แต่ว่าผลงานแนวใหม่ของเขากลับไม่ได้รับความนิยม และนั่นทำให้เอาส์แมมน์แกลลอรี่ที่เคยทำสัญญากับเขาไม่พอใจและยกเลิกการแสดงงานเขียนของเขา
แต่งงานกับเกเบรียลลี่ (Gabrielle Buffet) ซึ่งเป็นนักดนตรี
1911 เข้าร่วมกับกลุ่ม Puteaux Group (Golden Section) ซึ่งเป็นกลุ่มของศิลปินหลายสาขาที่นิยมศิลปะแนวคิวบิซึ่ม ก่อตั้งโดย อัลเบิร์ต เกลียเซส (Albert Gleizes), ณอห์น เมตซิงเจอร์ (Jean Metzinger) 
ช่วงเวลานี้ เขายังได้รู้จักกับมาร์เซล ดูแชมป์ (Marcel Duchamp) ซึ่งมีอิทธิผลต่องานของปิคาเบีย
1913 เขานำภาพเขีนของตัวเองไปแสดงในนิทรรศกาลศิลปะสมัยใหม่ที่นครนิวยอร์ค ซึ่งผลงานของเขาได้รับการตอบรับเป็นอย่างนี้ 
หลังจากกลับจากนิวยอร์ค มาปารีส ปิคาเบียได้นำภาพเขียนสองชิ้นที่มีชื่อเสียงของเขาในแนคิวบิซิ่ม อย่าง Edtaonisl, Udnie มาจัดแสดงที่ Salon d’Automne 
1914 เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ปิคาเบียเป็นทหารที่ถูกส่งไปคิวบา แต่ว่าเมื่อภาระกิจของเขาถูกยกเลิกเขาก็เข้าไปอยู่ในนิวยอร์ค และผลงานศิลปะของเขาก็เปลี่ยนมาเป็นแนวจักรกล (Machinist)
1916 เขาย้ายออกจากนิวยอร์คและมาอยู่ในบาเซโลน่า, สเปน ช่วงเวลานี้งานศิลปะของเขาเปลี่ยนไปแนวศิลปะแนวดาด้า (Dada)  ปิคาเบีย ได้รับฉายาว่า “Papa Dada”
เขาทำหนังสือแม็กกาซีน “391” และได้วาดภาพประกอบลงบนแม็กกาซีน
1917 มีผลงานเขียนหนังสือบทกวีของตัวเอง ชื่อ Cinquante-deux miroirs 
ปีนี้เขาได้รู้จักกับเจอเมน เอเวอร์ริ่ง (Germaine Everling) ซึ่งเธอกลายเป็นภรรยาของเขาอีกคน
1921 ปิคาเบียน เปลี่ยนมาวาดภาพในสไตล์ของเซอร์เรียลลิสต์ (Surrealist)  ซึ่งมีผลงานภาพเขียนแนวนี้อออกมา อย่าง ภาพชุด “Monsters”, “Transparences” 
1924 มีเขียนบทภาพยนต์ให้กับหนังสั้น Entr’acte (Intermission) ที่กำกับโดยรีน แคร์ (Rene Clair) 
มีผลงานเขียนชีวประวัติของตัวเองในแนวนิยาย ชื่อ Caravanserail
1925 ย้ายไปอยู่ตอนใต้ของฝรั่งเศส ซึ่งเขาให้เวลาเขียนภาพนู๊ด ให้กับแม็กกาซีน “girlie” 
1940 เขาแต่งงงานกับโอลก้า (Olga Mahler) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาย้ายกลับมาอยู่ในปารีส 
1945 มีผลงานเขียน Thalassa dans le desert
ช่วงปั่นปลายชีวิต ปิคาเบีย กลับมาเขียนภาพในแนวแอ๊บสแตร็ค และมินิมอลิสต์ (minimalist) นอกจากนี้เขายังติดการพนันจนหมดตัว 

1953 30 พฤศจิกายน, เสียชีวิตในปารีส ขณะมีอายุ 74 ปี

http://www.liverain.com/KillCopy.js

Blaise Pascal

เบลซ ปาสคาล (Blaise Pascal
ปาสคาล เกิดเมื่อวันที่ 19  มิถุนายน 1623 ในแคร์มองต์ เฟอร์รันต์, ฝรั่งเศส พ่อของเขาชื่ออีเทียน (Etienne Pascal) เป็นที่ปรึกษากษัตริย์ฝรั่งเศส   ส่วนแม่ชื่อแอนโตเน็ตต์ (Antoinette Begon) ปาสคาลมีพี่สาวชื่อกิลเบิร์ต (Gilberte) และน้องสาวชื่อแจ็คกาลีน (Jacqueline) 
1626 ตอนเขามีอายุ 3 ปี แม่ของเขาก็เสียชีวิตอีเทียนเป็นคนที่วางแผนการศึกษาให้กับลูกๆ โดยมีแนวคิดของตัวเอง เขาเลือกที่จะสอนภาษาโบราณอย่าง ลาติน และกรีกให้ลูกๆ ก่อน โดยเชื่อว่าเด็กๆ ควรจะเรียนคณิตศาสตร์หลังอายุ 15 ไปแล้ว เขาจึงไม่ส่งเด็กๆ เข้าโรงเรียน แต่ว่าสอนหนังสือให้พวกเขาด้วยตัวเอง
1631 พ่อพาครอบครัวย้ายมาอยู่ในปารีส โดยก่อนที่จะย้ายเข้ามาในปารีส พ่อของเขาได้ขายตำแหน่งรองประธานของศาลด้านภาษี (Cour des Aides) ไป และได้เงินจำนวนมากมา เขานำเงินที่ได้ไปลงทุนในพันธบัตรของรัฐบาล ทำให้ครอบครัวมีฐานะที่มั่นคง
1637 ปาสคาลเริ่มติดตามพ่อของเขาไปงานสังคมของเหล่านักคณิตศาสตร์ที่จัดโดยเมอร์เซนน์ (Mersenne) หลายหน โดยเมอร์เซนนต์เป็นสมาชิกของกลุ่มศาสนา Order of the Minims ซึ่งบ้านของเขามักเป็นที่พบปะสังสรรค์ของ กัซเซนดิ (Gassendi), โรเบอวัล (Roberval), เดซาร์จ (Desargues), คาร์คาวี (Carcavi), อะเซาต์(Auzout), (Mydorge) และคนอื่นๆ ซึ่งไม่นาน ปาสคาลก็เร่ิมหลงไหลงานเขียนของเดซาร์จ
1638 เกิดสงครามสามสิบปี (Thirty Years’ War) พันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสเลยเสื่อมค่าลงอย่าง
มาก นอกจากนั้น พ่อ ยังต่อต้านนโยบายภาษีใหม่ของคาดินัลริลัว (Cardinal Richelieu) ทำให้ต้องหนีออกจากปารีส ทิ้งปาสคาลและพี่น้องไว้กับญาติ คือมาดาม (Madame Sainctot)
1639 ครั้งหนึ่งในงานเลี้ยงที่จัดขึ้นที่บ้านของเมอร์เซนน์ ปาสคาลได้นำเสนอผลงานของเขา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทฤษฏี projective geometry รวมถึงรูปภาพ mystic hexagon
เมื่อพ่อของปาสคาลได้รับการอภัยโทษและสามารถกลับเข้ามาในปารีสได้ เขายังได้งานใหม่เป็นเจ้าหน้าที่เก็บภาษีในเมืองร๊อง ( Rouen) ด้วย ครอบครัวจึงได้ย้ายออกจากปารีส
1640 มีผลงานเขียนชิ้นแรก The Experience of Conical Cross-Sections
1642 ปาสคาล ได้สร้างเครื่องบวกลบ เลข ชื่อ Pascal’s calculator (Pascaline) เพื่อช่วยพ่อของเขาใช้ในการคำนวณ
1646 พ่อของปาสคาลได้รับบาดเจ็บที่ขาจนต้องพักรักษาตัวที่บ้าน ช่วงเวลานี้เขาได้รับการดูแลโดยพี่น้องสองคนที่เคร่งศาสนา พวกเขานับถือนิกายเจนเซ่นนิสซ์ (Jansenism) ซึ่งมีอิทธิพลให้ครอบครัวของปาสคาลกลายเป็นผู้เคร่งในศาสนาไปด้วย
ปีนี้ปาสคาลยังได้ดูการทดลองของตอร์ริเซลลี (Evangelista Torricelli) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปรอทในหลอดแก้วสามารถวิ่งขึ้นในแนวตั้งได้ และไปหยุดอยู่ที่จุดๆ หนึ่งเสมอ  ปาสคาลจึงได้ทำการทดลองค้นคว้าในเรื่องนี้
1647 กันยายน, ปาสคาลได้พบกับเดสคาร์ต (Descartes) พวกเขาถกเถียงกันเรื่องที่ปาสคาลเชื่อว่าสูญญากาศมีจริง แต่เดสคาร์ตปฏิเสธแนวคิดนี้
ตุลาคม, ปาสคาลพิมพ์ผลงาน New Experiences Concerning Emptiness ที่แสดงความเป็นไปได้ของการมีสูญญากาศตามความคิดของเขา
1651 กันยายน, พ่อของปาสคาลเสียชีวิต ซึ่งความเสียใจทำให้เขาเขียน Pensees ซึ่งแสดงความเชื่อเกี่ยวกับความตายและศาสนาที่มากขึ้น
1653 เขาสร้างสามเหลี่ยมปาสคาล (Pascal’s triangle) ขึ้นมา ซึ่งช่วยการในหาค่าสมการยกกำลังสอง (binomial coefficients)
ในหนังสือ Treatise on the Equilibrium of Liquids ปาสคาลได้อธิบายกฏของความดัน (law of pressure) เอาไว้
1654 ปาสคาลเริ่มค้นคว้าเกี่ยวกับทฤษฏีความน่าจะเป็นและการคำนวณเกี่ยวกับรูปสามเหลี่ยม  ทฤษฏีความน่าจะเป็นของปาสคาลถูกค้นพบจากการเขียนตอบโต้กันระหว่างตัวของเขากับเฟอร์แมท (Pierre deFermat)
23 Nov, Pascal Memorial (Amulet of Pascal) คืนวันที่ 23 ต่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ปาสคาลได้สัมผัสกับประสบการณ์ประหลาด
ช่วงปลายปีเขาพิมพ์ผลงาน Theory on triangle arithmetic 
1656 Letters to the provincial เป็นผลงานของเขาที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในพระเจ้า
1662 19 สิงหาคม, ปาสคาลเสียชีวิตในปารีสตอนอายุ 39 ปี ด้วยโรควัณโรค

http://www.liverain.com/KillCopy.js

Jean-Martin Charcot

ฌอห์น-มาร์ติน ชาร์ค๊อต (Jean-Martion Charcot)
The Founder of Modern Neurology
ชาร์ค๊อต เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 1925 ในกรุงปารีส, ​ฝรั่งเศส ตระกูลของเขาไม่มีปูมหลังทางด้านการแพทย์มาก่อน แต่ชาร์ค๊อตมีความสนใจวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ยังเล็ก และเขามีพรสวรรค์ในการวาดเขียน ซึ่งมีส่วนสำคัญสนับสนุนการค้นคว้าด้านระบบประสาทของเขาในอนาคต
1853 เรียนจบแพทย์จากมหาวิทยาลัยปารีส ( University of Paris, Sorbonne) จากนั้นได้เข้าทำงานกับโรงพยาบาลซาลปีตรีแยร์ (Salpêtrière hospital) ในปารีส ที่ซึ่งงานวิจัยของชาร์ค๊อตเกี่ยวกับการแยกแยะโรคเกาต์ (qout) ออกจากโรคข้อรูมาตอย์ด (chronic rheumatoid arthritis) ทำให้หน้าที่การงานของเขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนได้กลายเป็นหัวหน้าคลีนิคในโรงพยาบาล
1862 เขาแต่งงานกับมาดาม เดอร์วิส  (Madame Durvis, Augustine Victoire Durvis Laurent Charcot) หญิงม่ายที่มีฐานะร่ำรวย พวกเขามีลูกด้วยกันสองคน คือ ฌอห์นนี (Jeanne) และฌอห์น-แบพติสเต้ (Jean Baptiste)  
ฌอห์น-แบพติสเต้ เมื่อโตขึ้นเขากลายเป็นนักสำรวจมหาสมุทรอาร์คติค และได้ค้นพบเกาะๆ หนึ่ง ซึ่งเขาได้ตั้งชื่อว่าเกาะชาร์ค๊อต (Charcot Island) เพื่อเป็นเกียรติแก่บิดาของเขา
1868 ชาร์ค๊อต เริ่มต้นการศึกษาเกี่ยวกับอาการของโรคพาร์คินสัน (Parkinson’s disease) ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบประสาทส่วนกลาง
1870 เกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสและปรัสเซีย (Franco-Prussian war) ระหว่างนี้ชาร์ค๊อตทำงานวิจัยหาวิธีการรักษาโรคไทฟอย์ด (typhoid) และฝีดาษ (small pox)
1872 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านพยาธิกายวิภาค (pathological anatomy) ที่ ม.ปารีส เขาทำงานสอนที่ ม.ปารีสกว่า 30 ปี แต่ยังคงตำแหน่งที่โรงพยาบาลซาลปีตรีแยร์ไปด้วย
1882 ได้ตำแหน่งศาสตราจารย์โรคระบบประสาท ที่ ม.ปารีส  และก่อตั้งคลีนิคด้านระบบประสาทขึ้นภายในโรงพยาบาลซาลปีตรีแยร์ ซึ่งถือเป็นคลีนิคแห่งแรกในศาสตร์สาขานี้ ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของวิทยาศาสตร์ด้านระบบประสาท  คลีนิคแห่งนี้ยังมีส่วนนำร่องในศาสตร์สาขาจิตพยาธิวิทยา (Psychopathology) ลูกศิษย์ของชาร์ลค๊อต ที่มีชื่อเสียง อาทิ ซึกมัน ฟรอยด์  (Sigmund Freud) และอัลเฟรอ ไบเน็ต (Alfred Binet), ปิแอร์ จาเน็ตต์ (Pierre Janet)
1883 ได้เป็นสมาชิกของ Academy of Sciences 
1888 มีผลงานเขียน Lecons du mardi ผลงานซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดของเขา
ชาร์ลค๊อตนิยามโรคต่างๆ หลายโรค เช่น โรคปลอกประสาทอักเสบ (Multiple sclerosis)  , โรค ALS (AMYOTROPHIC LATERAL SCLEROSIS) โรคทางระบบประสาทที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวอ่อนแรง,  ชื่อของเขายังถูกนำไปตั้งเป็นชื่อโรคต่างๆ หรือส่วนต่างๆ ในร่างกายกว่าสามสิบชื่อ อาทิ Charcot-Marie-Tooth disease, Charcot’s syndrome, Charcot’s Triads, Charcot’s zones, Charcot’s foot, Charcot-Leyden crystals.
ช่วงท้ายของชีวิตเขาศึกษาเกี่ยวกับอาการฮีสทีเรีย (hysteria) ซึ่งเขาได้นำเอาวิธีการสะกดจิต (hypnotism) มาใช้ในการศึกษาด้วย แต่ว่าตอนหลังได้เลิกใช้การสะกดจิตไปเพราะเชื่อว่ามันไม่ได้ผลกับการค้นคว้าวิจัยของเขา
1893 16 สิงหาคม, ชาร์ลค๊อตเสียชีวิต จากอาการเกี่ยวกับโรคหัวใจ ในมอร์แวน (Morvan, France)

ชาร์ค๊อตได้รับฉายาว่าเป็นนโปเลียนแห่งระบบประสาท (Napolean of the Neuroses)

Joseph Capgras

ณอห์น มาเรีย โจเซฟ คัปกราส (Jean Marie Joseph Capgras)
Capgras syndrome
คัปกราส เกิดเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 1873 ในแวร์ดัม-ซูร์-การ์ออน (Verdun-sur-Garonne)
เขาเริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียน (lycée de Montauban) จนกระทั้งได้รับปริญญาตรีทางด้านศิลปะและวิทยาศาสตร์ ก่อนที่จะได้มาเรียนต่อแพทย์ในตูรูซ (Toulouse)
1894 ถูกเกณฑ์เป็นทหาร
1895 หลังปลดประจำการณ์ คัปกราสได้เข้าเป็นหมออินเทิร์นในโรงพยาบาลในตูรูซ
Paul Sérieux เขาได้ย้ายมาอยู่ที่โรงพยาบาลจิตเวชในซีน (Seine)
Paul Sérieux มาเป็นแพทย์อินเทิร์นอยู่ที่เซนต์-แอนน์ (Sainte-Anne)
1900 เขาทำวิทยานิพนธ์เรื่อง Essay on the Reduction of Melancholy in Psychosis of Presenile Involution
1909 เขาจบแพทย์จากตูรูซ 
1912 มาทำงานที่โรงพยาบาลจิตเวชไมสัน-บลันช์ (Maison-Blanche hospital)
คัปกราสกับพอล เซรูกซ์ (Paul Serieux) อาจารย์ของเขา  เขียนหนังสือ Les Folies raisonnantes
1923 คัปกราสร่วมกับฌอง เรบูล-เลชูกซ์ (Jean Reboul-Lachaux) ผู้ช่วยของเขา ได้เขียนรายงานกรณีศึกษาของผู้ป่วย ซึ่งเขาเรียกว่า นาง.เอ็ม (Mrs.M) ต่อสมาคมสุขภาพจิต (Clinical Society of Mental Health) ในกรุงปารีส พวกเขาเรียนอาการนี้ว่าเป็น L’Illusion des sosies (the illusion of look-alikes) การเห็นภาพหลอนที่ดูเหมือนกันมากๆ  ซึ่ง นาง.เอ็ม เป็นหญิงวัย 53 ปี มีอาชีพเป็นช่างเย็บผ้า อาศัยอยู่ในกรุงปารีสพร้อมกับสามี และลูกสาวอายุ 20 ปี 
นาง.เอ็ม เข้าโรงพยาบาลครั้งแรกเมื่อปี 1919 ที่โรงพยาบาลจิตเวชไมสัน-บลันช์ (Maison-Blanche hospital) หลังจากที่เธอแจ้งความกับตัวรวจว่ามีคนจำนวนมากถูกขังอยู่ในห้องใต้ดินบ้านของเธอ และห้องลับทั่วกรุงปารีส ในขณะเดียวกันตัวปลอมของทุกคนก็แสดงตัวขึ้นมาแทน แต่เธออ้างว่าเธอรู้ว่าพวกเขาเป็นตัวปลอม เธอเห็นสามีจริงๆ ของเธอว่าเป็นคนปลอมตัวมา และต้องการจะหย่ากับสามี
โจเซฟ เลวี่-วาเลนไซ (Joseph Levy-Valensi) เป็นผู้เรียกชื่ออาการ L’Illusion des sosies ที่ผู้ป่วยเห็นคนใกล้ชิดแต่คิดว่าเป็นคนอื่นปลอมตัวมา  ว่า Capgras Syndrome 
1929 เขาย้ายมาอยู่ที่โรงพยาบาลเซนต์แอนน์ (Sainte-Anne Asylum)
1936 คัปกราสลาออกจากโรงพยาบาลเซนต์แอนน์ 
เขาใช้ชีวิตช่วงปลายของชีวิตในดิจง (Dijon)

1950 27 มกราคม, เสียชีวิต