History of Quantum Mechanics

1877 ลุดวิก โบล์ตซมันน์ (Ludwig Boltzmann) เสนอไอเดียว่าระดับพลังงานทางพิสิกส์น่าจะมีสถานะที่ไม่ต่อเนื่อง 
1900 แม็กซ์ แพลง (Max Plank) เสนอแนวคิดว่า พลังงานสามารถที่จะคงสถานะได้ในจำนวนของปริมาณซึ่งแน่นอน (energy can only exist in certain amounts) ซึ่งเขาเรียนมันว่า ควอนต้า (Quanta)
1905 อัลเบิร์ต ไอสไตน์ (Albert Einstein) เสนอแนวคิดว่าว่า แสงประกอบขึ้นมาจากโฟตอน (photons) ซึ่งเป็นพลังงานซึ่งไม่ต่อเนื่อง
1913 นีลส์ บอห์ร (Niels Bohr) เสนอแบบจำลองโครงสร้างอะตอม
1922 อาร์เธอร์ คอมพ์ตัน (Arthur Compton) ทำการทดลองซึ่งพิสูจน์ว่ารังสีแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic radiation) สามารถที่จะถูกมองว่าเป็นอนุภาคโฟตอนได้
1923 หลุยส์ เดอ โบรกลี (Louis de Broglie) ค้นพบว่าอเล็กตรอน (electrons) มีพฤติกรรมเป็นคลื่นได้
1925 นีลส์ บอห์ร และเวอร์เนอร์ ไฮเซนเบิร์ก (Werner Heisenberg) เป็นแกนหลักในการสรุปหลักการณ์ของกลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Copenhagen Interpretation  
ไฮเซนเบิร์ก, แม็กซ์ บอร์น (Max Born) และปาสคาล จัวร์แดน (Pascal Jourdan) พัฒนากลศาสตร์ควอนตัม แบบแรก
1926 เออร์วิน โชรดินเจอร์ (Erwin Schrödinger) เผยแพร่สมการคลื่น (wave equation
1927 ไฮเซนเบิร์ก เสนอหลักความไม่แน่นอน (uncertainty principle
1935 อัลเบิร์ต ไอสไตน์, บอริส โปโดลสกี้ (Boris Podolsky) และนาธาน โรเซ่น (Nathan Rosenเสนอ EPR (Einstein-Podolsky-Rosen paradox) ซึ่งอ้างว่ากลศาสตร์ควอนตัมยังไม่สมบูรณ์ที่จะอธิบายว่าความจริง (reality) คืออะไร
โชรดินเจอร์ เสนอไอเดีย Schrödinger’s cat 
1957 ฮูจห์ อีวีเร็ตต์ (Hugh Everett) เสนอ Many-worlds interpretation 
1964 จอห์น เบลล์ (John Bell) เสนอแนวคิด Bell’s inequalities เพื่อพิสูจน์ว่ากลศาสตร์ควอนตัมเพียงพอที่จะอธิบายความจริงหรือยัง
1982 อเลน แอสเปกต์ (Alain Aspect) ทำการทดสอบ Bell’s inequalities 
ริชาร์ด เฟย์นแมน (Richard Feynman) เสนอแนวคิดการสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์

1997 ควอนตัมเทเลพอร์เทชั่น (Quantum teleportation) ประสบความสำเร็จครั้งแรกในห้องทดลอง

http://www.liverain.com/KillCopy.js

Leonard Susskind

ลีโอนาร์ด ซัสไคนด์ (Leonard Susskind)
หนึ่งในผู้คิดทฤษฏีสตริง (String Theory)
ลีโอนาร์ด เกิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 1940 ที่เซาท์บร็องก์,​นิวยอร์คซิตี้ (South Bronx, New York City) ครอบครัวของเขาเป็นยิว มีฐานะยากจน พ่อของเขาเรียนหนังสือแค่เกรดห้า และทำงานเป็นช่างซ่อมท ่อน้ำ ชื่อว่าเบนจามิน (Benjamin Susskind) และแม่ชื่ออีรีน (Irene Susskind)
แต่เมื่อลีโอนาร์ดอายุได้ 14 ปี พ่อของเขาก็เริ่มมีอาการป่วย ทำให้ลีโอนาร์ดต้องเริ่มทำงานเพื่อช่วยจุนเจือครอบครัว
1960 แต่งงาน
1962 จบปริญญาตรีสาขาฟิสิกจากนิวยอร์คซิตี้คอลเลจ (New York City College)
1965 จบปริญญาเอกจากคอร์แนลล์ (Cornell University)
1966 เป็นผู้ช่วยศาสตราจาย์ภาควิชาฟิสิกที่มหาวิทยาลัยเยชิวา (Yeshiva University) ในนิวยอร์คซิตี้
1970 ลีโอนาร์ด , โยชิโร่ นัมบุ (Yoichiro Nambu), โฮลเกอร์ นีลเซ่น (Holger Bech Nielsen) แปรความหมายของ Vezeziano scattering amplitude ที่ค้นพบโดยเกเบรียล เวเนเซียโน่ (Gabriele Veneziano) ชาวอิตาลี ในปี 1968 ซึ่งการค้นพบ Veneziano amplitude บางครั้งถูกถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของทฤษฏีสตริง ซึ่งลีโอนาร์ด, นัมบุ และนีลเซ่น ถูกยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งทฤษฏีสตริงร่วมกัน
1971 มาสอนที่มหาวิทยาลัยเทล อาวีฟ (Tel Aviv University)
1972 กลับมาสอนที่ ม.เยชิวา
1978 พ่อของเขาเสียชีวิต
1979 ได้รับตำแหน่งศาตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ซึ่งเขาทำงานอยู่ที่สแตนฟอร์ดจนกระทั้งปัจจุบันนี้
1981 ที่บ้านของเออร์ฮาร์ด ในซาน ฟรานซิสโก, ลีโอนาร์ดได้ถกเถียงกับฮอว์กิ้ง (Stephen Hawking) เรื่องของหลุ่มดำ (Black Hole)  ฮอว์กิ้ง นั้นมีทฤษฏีของตัวเองว่าวัตถุใดๆ ที่หล่นลงไปในหลุมดำจะสูญหายไปอย่างถาวร แต่ว่าลีโอนาร์ดคิดว่าแนวคิดของฮอว์กิ้งนั้นผิด พวกเขาใช้ทฤษฏีและคณิตศาสตร์มาพิสูจน์ถกเถียงกันจนกระทั้งท้ายที่สุดลีโอนาร์ดสามารถทำให้ฮอว์กิ้งเชื่อได้ว่าทฤษฏีของเขาเองนั้นผิด
1998 ได้รับรางวัล J.J. Sakurai prize จากผลงานเกี่ยวกับ hadronic string models, lattice gauge theories, quantum chromodynamics และ dynamical symmetry breaking
1999 รับตำแหน่งศาตราจารย์กิตติมาศักดิ์ ที่สถาบันเกาหลีเพื่อการศึกษาขึ้นสูง (Korean Institute for Advoanced Studies)
2000 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์เฟลิกซ์ บล๊อช (Felix Bloch Professor) ที่สแตมฟอร์ด
2005 เขียนหนังสือ The Cosmic Landscape ซึ่งเขียนบรรยายเกี่ยวกับทฤษฏีสตรงิ
2007 มาสอนที่สถาบันเพริมิเตอร์ (Perimeter Institute for Theoretical Physics) ในออนตาริโอ้, แคนนาดา
2008 The Black Hole War , เขียนหนังสือเกี่ยวกับหลุมดำและการถกเถียงระหว่างตัวของเขากับสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง

2013 เขียนซีรีย์หนังสือชุด The Theoretical Minimum ที่อธิบายวิชาพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเป็นนักฟิสิก

Boris Podolsky

บอริส โปโดลสกี้ (Борис Яковлевич Подольский)
Einstein-Podolsky-Rosen paradox
โปโดลสกี้ เกิดวันที่ 29 มิถุนายน 1896 ในตากานร็อค (Taganrog, Russia) รัสเซีย พ่อของเขาชื่อยาคอฟ (Yakov Podolsky) และแม่ชื่ออลิซาเบธ (Elizabeth Parnakh)
โปโดลสกี้จบมัธยม จาก จิมเนเซียม No.2 , เอ.พี. เชคอฟ (gymnasium No.2 , A.P. Chekhov) ในตากานร็อค
1913 ครอบครัวของเขาย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯ 
1918 สำเร็จการศึกษาสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย (University of Southern California)
หลังจากนั้นถูกเกณฑ์เป็นทหารในกองทัพ หลังจากปลดประจำการณ์เขาก็มาทำงานกับคณะกรรมการกิจการไฟฟ้าและแสงสว่างของลอสแองเจเลส (Los Angeles Bureau of Lighting and Power)
1926 จบปริญญาโทด้านคณิตศาสตร์จาก ม.เซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย
1928 จบปริญญาเอกด้านฟิสิกทฤษฏี จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (Caltech)
หลังจากเรียนจบเขาได้รับทุนให้ทำงานวิจัยอยู่ที่เบิร์กเลย์ (University of California, Berkeley)
1929 ย้ายมาทำงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยลิปซิก (Leipzig University)
1930 กลับมาอยู่ที่แคลเทค  ที่นี่เขาได้ร่วมงานกับ โทลแมน (Richard Chace Tolman) และมีโอกาสติดต่อกับไอสไตน์ (Alber Einstein)
Pearl K. Podolsky
1931 มาทำงานที่สถาบันฟิสิกและเทคโนโลยียูเครน,​สหภาพโซเวียต (Ukrainian Institute of Physics and Technology) โดยได้มีโอกาสร่วมทำงานกับดิแร็ก (Paul Dirac), แลนดัว (Lev Landau) , ฟ็อค (Vladimir Fock) ซึ่งที่นี่พวกเขาร่วมกันศึกษาในด้านควอนตัมอิเล็กโตรไดนามิค (quantum electrodynamics)
1933 กลับมายังสหรัฐฯ โดยได้รับทุนของสถาบันเพื่อการศึกษาชั้นสูง (Institute for Advance Study, Princeton) ที่พริ้นตัน
1935 15 พฤษภาคม, นิตยสาร Physical Review ตีพิมพ์ผลงานเขียนของไอสไตน์ ร่วมกับโปโดลสกี้, นาธาน โรเซ่น (Nathan Rosen) ซึ่งใช้ชื่อหัวเรื่องว่า “ Can Quantum Mechanical Description of Physical Reality Be Considered Complete? ” หรือ EPR argument
กลศาสตร์ควอนตัมมีอายุกว่า 10 ปีแล้ว ก่อน EPR โดยมุมมองแบบของบอห์ร (Niels Bohr), การตีความแห่งโคเปนฮาเก้น (Copenhagen interpretation) , หลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์ก (Heisenberg uncertanty) ได้รับการยอมรับ ว่าเราไม่สามารถวัดตำแหน่ง (positon) และโมเมนตัม (momentum) ของควอนตัมได้อย่างแม่นยำพร้อมกัน 
EPR พยายามอธิบาย (ด้วยคณิตศาสตร์และการทดลอง) ว่าหลักความไม่แน่นอนในกลศาสตร์ควอนตัมนั้น แสดงให้เห็นว่าทฤษฏียังไม่สมบูรณ์ และน่าจะมีตัวแปรบางอย่างที่ไม่ถูกค้นพบ
กลางปีโปโดลสกี้ย้ายมาเป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ฟิสิกที่มหาวิทยาลัยซินซินเนติ (University of Cincinnati)
1961 ย้ายมาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยซาเวียร์ (Xavier University) ซึ่งเขาทำงานอยู่ที่นี่จนกระทั้งเสียชีวิต

1966 28 พฤศจิกายน, เสียชีวิต

Richard Feynman

ริชาร์ด ไฟน์แมน (Richard Phillips Feynman)
โนเบลฟิสิก 1965
ไฟน์แมน เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 1918 ในควีน, นิวยอร์คซิตี้ (Queen, New York city)   พ่อของเขาชื่อเมลวิลล์ (Melville Arthur Feynman) เมลวิล์และพ่อแม่ของเขาอพยพเป็นยิวจากเบลารุส, จักรวรรดิรัสเซียไปอยู่ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1895 , ส่วนแม่ของริชาร์ดชื่อลูซิลล์ (Lucille Phillips) พ่อแม่ของลูซิลล์ก็เป็นชาวโปแลนด์ที่อพยพไปอาศัยในสหรัฐฯ  ไฟน์แมนน์มีน้องสาวคนหนึ่งชื่อโจแอน (Joan) ซึ่งอายุห่างจากเขาเก้าปี
ทั้งพ่อและแม่ของริชาร์ดไม่นับถือศาสนาใดๆ 
วัยเด็กของไฟน์แมน เขามีพัฒนาการพูดได้ช้า ตอนที่อายุสามขวบเพิ่งจะพูดได้เพียงคำเดียว
1928 ครอบครัวย้ายมาอยู่ที่ฟาร์ ร็อคอะเวย์ (Far Rockaway,Queen)
ไฟน์แมน์เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมฟาร์ร็อคอเวย์ (Far Rockaway High School) โดยระหว่างที่เรียนเขาแสดงให้เห็นว่ามีพรสวรรค์ด้านคณิตศาสตร์ เขาเคยทดสอบวัดไอคิวได้ 125 ในระหว่างที่เรียนมัธยมปลายและได้รับการเสนอโอกาสให้เขาเรียนที่เมนซ่า (Mensa International) แต่ว่าเขาปฏิเสธ
ตอนอายุ 15 ปี เขาก็เริ่มเรียนวิชาตรีโกณมิติ, แคลคูลัส, พีชคณิตด้วยตัวเอง 
ปีสุดท้ายก่อนที่จะเรียนจบมัธยม เขาสอบแข่งขันคณิตศาสตร์ได้คะแนนสูงสุดจากการทดสอบที่จัดโดยมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค
1935 ไฟน์แมนสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) แต่ว่าถูกทางมหาวิทยาลัยปฏิเสธเพราะว่ามีโควต้าของนักศึกษายิวเต็มแล้ว  ไฟน์แมนจึงได้สมัครเข้าเรียนที่เอ็มไอที (Massachusetts Institute of Technology) แทน โดยตอนแรกเรียนด้านคณิตศาสตร์ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเรียนวิศวกรรมไฟฟ้า  ระหว่งเรียนเขายังได้เป็นสมาชิกของกลุ่มภราดร Phi Beta Delta ด้วย
ตอนที่ยังเรียนอยู่ปริญญาตรี เขามีผลงานเขียนเรื่อง The Scattering of Cosmic Rays by the Stars of a Galaxy ร่วมกับมานูเอล วัลลาร์ต้า (Manuel Vallarta) ลงในหนังสือ Physical Review
1939 จบปริญญาตรี และได้รับทุนพุตนาม (Putnam Fellow) จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยพริ้นตั้น (University of Princeton) ซึ่งเขายังได้เป็นผู้ช่วยวิจัยของจอห์น วีเลอร์ (John Archibald Wheeler) ซึ่งเขาและวีเลอร์ มีผลงงานการพารพัฒนาทฤษฏี Wheeler-Feynman absorber theory
1941 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไฟน์แมนเข้าร่วมทำงานในโครงการแมนฮัตตัน (Manhattan project) โครงการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ  ไฟน์แมน อยู่ในทีมของโรเบิร์ก วิลสัน (Robert R. Wilson) ซึ่งขณะนั้นพยายามจะสร้างเครื่องไอโซตรอน (isotron) ที่ใช้แม่เหล็กไฟฟ้าในการแยกยูเรเนียม-235 (uranium-235) และยูเรเนียม-238 (uranium-238) ออกจากกัน แต่ว่าเครื่องไอโซตรอนนี้ไม่ได้ถูกพัฒนาจนสำเร็จ
1942 จบปริญญาเอกจาก ม.พริ้นตั้น โดยที่เขาเขียนวิทยานิพนธ์จบในหัวเรื่อง “The Principle of Least Action in Quantum Mechanics”
29 มิถุนายน, เขาแต่งงานกับอาร์ไลน์ กรีนบวม (Arline Greenbaum) ซึ่งขณะนั้นอาร์ไลน์มีอาการป่วยอย่างหนักด้วยวัณโรคแล้ว  อาร์ไลน์เป็นเพื่อนที่รู้จักกับไฟน์แมนมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย แต่ว่าตอนนั้นทั้งคู่ไม่ได้สนิทกัน จนกระทั้งไฟน์แมนมาอยู่ที่พริ้นตั้น ไฟน์แมนไม่สามารถแต่งงานกับเธอได้ทันทีระหว่างเรียนอยู่ที่พริ้นตั้นเพราะเป็นเงื่อนไขหนึ่งของทุน เมื่อเรียนจบเขาจึงแต่งงานกันทันที 
หลังพวกเขาเข้าพิธีแต่งงานบนเรื่อเฟอร์รีระหว่างไปเที่ยวที่เกาะสเตเต้น (Staten island) ซึ่งหลังพิธีแต่งงานเสร็จลงทันที ไพน์แมนก็ต้องพาอาร์ไลน์กลับเข้าโรงพยาบาลเดโบราห์ (Deborah Hospital) ซึ่ง และเขามีโอกาสพบเธอได้เพียงช่วงสุดสัปดาห์
1943 เข้าไปทำงานในศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ลอสอลามอส (Los Alamos Laboratory) ในนิว เม็กซิโก (New Mexico) ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยออกแบบระเบิดนิวเคลียร์ ไฟน์แมนน์ได้เป็นผู้ช่วยของฮานส์ บีธ (Hans Bethe) ในแผนกทฤษฏี ซึ่งพวกเขามีผลงานร่วมกันในการสร้างสูตร Bethe-Feynman formula ซึ่งใช้คำนวณแรงระเบิดของระเบิดนิวเคลียร์
1945 16 มิถุนายน, อาร์ไลน์ ภรรยาของเขาเสียชีวิต
16 กรกฏาคม, ไพน์แมนร่วมสังเกตุการณ์ในการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ที่ไตรนิตี้ (Trinity nuclear test)
สิงหาคม, ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านทฤษฏีฟิสิกที่มหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ (Cornell University) ในนิวยอร์ค
1946 เพราะไม่ได้ทำงานในโครงการลับของรัฐบาลอีก เขาจึงถูกเรียนเกณฑ์ทหาร แต่ว่าไฟน์แมนแกล้งมีอาการป่วยทางจิต จนกองทัพจัดเขาอยู่ในประเภท 4-F ที่ได้รับการยกเว้นเพราะปัญหาด้านจิต
1948 30 มีนาคม, (Pocono Conference) ช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ไฟน์แมน มีบทบาทในการพัฒนาควอนตัมอิเล็กโตรไดนามิค (quantum electrodynamics) โดยได้นำเสนอทฤษฏีของเขาในการประชุมโปโคโน่ ที่เกาะเชลเตอร์ (Shelter Island conference) ในที่ประชุมเขานำเสนอ Feynman diagrams ออกมาเป็นครั้งแรก
1951 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านทฤษฏีฟิสิกที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (California Institute of Technology, Caltech)
ระหว่างนี้เข้ามีความสนใจ solid-state physics, superfluidity และร่วมกับเมอร์เลย์ เกลล์-แมนน์ (Murray Gell-Mann) นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลฟิสิก สร้างกฏ Weak interaction (vector-axial-vertor-form)
1952 28 มิถุนายน, แต่งงานกับแมรี่ เบลล์ (Mary Louise Bell) ซึ่งเป็นครูสอนประวัติศาสตร์
1954 ได้รับรางวัล Albert Einstein Award
1958 5  พฤษภาคม, หย่ากับแมรี่ เบลล์ 
1959 29 ธันวาคม, ที่ ม.แคลเทค ไฟน์แมนน์ เลคเชอร์ในหัวเรื่อง There’s Plenty of Room at the Bottom ซึ่งเหมือนเป็นจุดกำเนิดของนาโนเทคโนโลยี
1960 24 กันยายน,แต่งงานกับกวีเนธ โฮวาร์ธ (Gweneth Howarth) และมีลูกด้วยกันสองคน คือ คาร์ล (Carl Richard, b.1961) และมิเชล (Michelle Catherine, b.1968
1961 เขาเริ่มซีรีย์การเลคเชอร์ให้นักศึกษาและเขียนหนังสือออกมาในชื่อที่รู้จักกันว่า The Feynman Lectures on Physics
1962 ได้รับรางวัล Lawrence Award
1965 ได้รับรางัลโนเบล จากการมีส่วนร่วมในการพัฒนาควอนตัมอิเล็กโตรไดนามิกส์
1969 ไฟนน์แมนเสนอโมเดลพาร์ตอน (Parton) เพื่อใช้ศึกษาการชนกันของอนุภาคฮาดรอน (hadron)ที่มีพลังงานสูง (high-energy hadron collisions) ซึ่งปัจจุบันพาร์ตอนโมเดลเป็นส่นหนึ่งของควอนตัมโครโมไดนามิกส์ (quantum chromodynamics)
1972 ได้รับรางวัล Oersted Medal จากสมาคมครูผู้สอนวิชาฟิสิกแห่งสหรัฐฯ  (American Association of Physics Teachers)
ไฟน์แมนยังเป็นผู้บุกเบิก Yang-Mills theories
1978 เริ่มมีอาการป่วยจากโรคมะเร็ง ซึ่งวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง แบบ ลิโปซาร์โคม่า (liposarcoma) เขาเข้ารับการผ่าตัดสองครั้งในปี 1986, 1987 
1981 Can Quantum physics and computation simulated by classical computer?
1985 เขาเขียนชีวประวัติของตัวเอง ชื่อ Surely You’re Joking, Mr. Feynman! ร่วมกับราฟ เรียจตัน (Ralph Leighton) ออกมาใน
1986 เข้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการในการสอบสวนเหตุระเบิดของกระสวยอวกาศชาลเลนเจอร์ (Challenger Disaster, Rogers Commissions) ซึ่งไพน์แมนเสนอหลักฐานว่าน้ำแข็งที่เกาะอยู่ที่แหวนปิดถังเชื้อเพลิงมีส่วนในอุบัติเหตุ ซึ่งรายงานของไพน์แมนค้านกับเสียงส่วนใหญ่ในนาซ่า 

1988 15 กุมภาพันธ์, เสียชีวิตในลอสแองเจิ้ลเลส จากโรคมะเร็ง ที่เขาป่วยมาหลายปี  ซึ่งคำพูดสุดท้ายของเขาคือ “Well, you just have to die once, it’s so boring … ตายได้เพียงครั้งเดียวเอง​, ทำมันมันน่าเบื่ออย่างนี้” 

Peter Shor

ปีเตอร์ ชอร์ (Peter Williston Shor)
Shor’s algorithm
ชอร์ เกิดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 1959 ในนิวยอร์ค, สหรัฐอเมริกา
เขาเรียนมัธยมที่ทามาลเปียสไฮสคูล (Tamalpais High School) ในแคลิฟอร์เนีย
1977 ได้ที่ 3 ในการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมเปี๊ยด (USA Mathematical Olympiad) ซึ่งเป็นงานแข่งขันคณิตศาสตร์ภายในประจำปีของสหรัฐฯ 
1978 ได้รับทุนพุตแนม (Putnam Fellow) ให้เข้าเรียนที่มหาวิทยาเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (Caltech)
1981 จบปริญญาตรี จาก ม.แคลิฟอร์เนีย ด้านคณิตศาสตร์
1985 จบปริญญาเอกสาขาคณิตศาสตร์ประยุกต์จากเอ็มไอที (MIT)
หลังจากเรียนจบเขาได้ทำงานวิจัยต่ออยู่ที่เบิร์กเลย์ (University of Califarnia, Berkeley) ก่อนที่จะเข้ามาร่วมงานกับเบลล์แล๊ป (Bell Laboratories)
1988 ได้รับรางวัล Rolf Nevanlinna Prize 
1994 ระหว่างที่ยังทำงานอยู่ที่เบลล์แล๊ป ที่ชอร์ได้คิดค้นชอร์อัลกอลิทึ่ม (Shor’s algorithm) ซึ่งเป็นอัลกอลิทึ่มที่ช่วยถอดตัวประกอบของตัวเลขขนาดใหญ่ออกมาในรูปแบบของผลคูณ (Factorization) ของตัวประกอบได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจำเป็นในการคำนวณแบบควอนตัม
1999 ได้กับรางวัล Gödel Prize

2003 ย้ายมาทำงานเป็นอาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ที่เอ็มไอที

Alexander Holevo

อเล็กซานเดอร์ ฮาเลโว่ (Александр Семенович Холево)
ทฤษฏี Holevo’s bound
ฮาเลโว่ เกิดเมื่อวันที่ 2 กันยายน 1943 รัสเซีย – สหภาพโซเวียต
1966 สำเร็จการศึกษาจากสถาบันฟิสิกและเทคโนโลยีมอสโคว์ (Moscow Institute of Physics and Technology)
1969 จบปริญญาเอก (PhD)
1969 เป็นสมาชิกของสถาบันคณิตศาสตร์สเต๊กลอฟ (Steklov Mathematical Institute) ในแผนกทฤษฏีความน่าจะเป็น
1973 ฮาเลโว่ เขียนรายงานทฤษฏีของเขา ซึ่งรู้จักกันในชื่อทฤษฏี Holevo’s theorem (Holevo’s bound) ซึ่งเป็นทฤษฏีที่มีความสำคัญในสาขาควอนตัวฟิสิกและการสื่อสารแบบควอนตัม  (Quantum Information) ที่แสดงให้เห็นขีดจำกัดของข้อมูลสูงสุดที่เป็นไปได้ในภาวะควอนตัม (quantum state)
1975 จบปริญญาเอก (Doctor of Sciences)
1986 ได้ตำแหน่งศาสตร์จารย์ที่สถาบันฟิสิกและเทคโนโลยีมอสโคว์ และที่มหาวิทยาลัยมอสโคว์ (Moscow State University)
1996 ได้รับรางวัล Quantum Communication Award
1997 ได้รับรางวัล Andrey Markov Prize

2016 ได้รับรางวัล Claude E. Shannon Award

Charles Bennett

ชาร์ล เบนเน็ตต์ (Charles Henry Bennett)
หนึ่งในผู้บุกเบิก Quantum Computing
เบนเน็ตต์ เกิดในปี 1943 ในนิวยอร์คซิตี้ (New York City)  พ่อและแม่ของเขาเป็นครูสอนดนตรีทั้งคู่ ชื่อว่าบอยด์ (Boyd Bennett) และแอนน์ (Anne Bennett)
1960 จบมัธยมจากโครตัน-ฮาร์มอน (Croton-Harmon High School)
1964 จบจากมหาวิทยาลัยบรานเดียส (Brandeis University) ทางด้านวิทยาศาสตร์เคมี
1970 จบปริญญาเอกจากฮาร์วาร์ด (Harvard) หลังจากนั้นได้ทำงานเป็นผู้ช่วยสอนของเจมส์ วัตสัน (James Watson) เกี่ยวกับรหัสทางพันธุกรรม
1972 มาทำงานที่ห้องวิจัยอาร์ก้อน (Argonne Laboratory) โดยทำงานเป็นผู้ช่วยของเรห์แมน (Enisur Rahman)
ย้ายมาทำงานที่ IBM และได้ทำงานเชิงทฤษฏีคอมพิวเตอร์ต่อจากงานของแลนดัวร์ (Rolf Landauer)
1976 เสนออัลกอริทึ่ม Bennett acceptance ratio (BAR) ซึ่งใช้ประมาณค่าพลังงานอิสระระหว่างสองระบบ
1984 ร่วมกับกิลเลส บรัสซาร์ด (Gilles Brassard) จากมหาวิทยามอนทรีออล (University of Montreal) สร้างการเข้ารหัส BB84 ซึ่งถือว่าเป็นการเข้ารหัสแบบควอนตัม (quantum cryptography) แรกของโลก 

1993 ร่วมกับบรัสซาร์ด ค้นพบปรากฏการณ์ Quantum teleportaion